วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ ๒๖, ๒๕๕๒

โลกาภิวัตน์และบริโภคนิยมผลกระทบต่อเยาวชน

ในอดีตโลกของเราเคยมีรากฐานความเชื่อทางศาสนา ประเพณี วัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ผ่านพัฒนาการคิดค้น ปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของคนในชุมชน จนกลายเป็นความรู้ภูมิปัญญาของท้องถิ่นเฉพาะของแต่ละแห่ง ซึ่งต่างมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนที่แตกต่างกันไป หากแต่อยู่ร่วมกันอย่างสอดคล้องกลมกลืน

ขณะที่โลกปัจจุบัน โลกของเรากลายเป็นหนึ่งเดียว ใกล้ชิดกันมากขึ้น ในนามของโลกาภิวัตน์ ทั่วทุกมุมโลกต่างเชื่อมโยงถึงกันด้วยพลังของเทคโนโลยีสมัยใหม่ คนในหมู่บ้านชนบทอันห่างไกล สามารถติดต่อกับมหานครใหญ่ของโลกได้ง่ายดาย

โลกาภิวัตน์ยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในดินแดนต่าง แต่ในอีกด้านหนึ่งโลกาภิวัตน์กำลังนำเราไปสู่ความเป็นวัฒนธรรมเดี่ยวมากขึ้นทุกขณะ เสื้อผ้า การแต่งกาย วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ที่ต้องไล่ตามกระแสความทันสมัยตลอดเวลา จนบางครั้งไม่อาจเลือกรับ และกลั่นกรองสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาได้อย่างทันท่วงที

โลกาภิวัตน์ไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะรูปลักษณ์ภายนอกของเราเท่านั้น หากยังเข้าไปเปลี่ยนจิตสำนึก ระบบคุณค่า ความเชื่อภายในจิตใจของเราอีกด้วย วิถีชีวิตทันสมัยที่มาพร้อมกับโลกาภิวัตน์ ทำให้เรากลายเป็นนักบริโภคที่ไม่รู้จักพอ นำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
การสร้างการเรียนรู้เพื่อค้นหาทางเลือกของชีวิตที่หลุดพ้นจากบริโภคนิยม วัฒนธรรมที่ยั่งยืน และโลกาภิวัตน์ที่เป็นธรรม นำไปสู่การเติบโตอย่างรู้เท่าทัน ผ่านการเลือกรับ ปรับใช้ เชื่อมประสานวิถีเก่า วิถีใหม่ ให้กลับมามีประโยชน์และตอบสนองปัญหาและความต้องการของคนในชุมชนและสังคมได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสม

ค่ายเยาวชนนานาชาติลุ่มน้ำโขง

โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ตลอดลำน้ำโขง ไม่คำนึงถึงความสมดุลย์ของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่หลากหลายและแหล่งวัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นำไปสู่การทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ระบบนิเวศน์วิทยาที่อุดมสมบูรณ์ของลำน้ำ และสุดท้ายจะกระทบถึงแหล่งผลิตอาหารสำคัญของผู้คนในภูมิภาคและระดับโลก

เครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา ร่วมกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม จัดค่ายเยาวชนนานาชาติลุ่มน้ำโขง วันที่ ๗ - ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๑ ณ จ.เชียงใหม่ โดยมีตัวแทนเยาวชนจากประเทศไทย ลาว พม่า เวียดนาม และกัมพูชา เพื่อมาเรียนรู้แลกเปลี่ยนสถานการณ์และทิศทางการพัฒนาประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และเตรียมจัดงานเวทีภาคประชาชนอาเซียน (ASEAN People Forum) ในเดือนธันวาคม

เยาวชนในลุ่มน้ำโขงได้เรียนรู้เรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมของดินแดนล้านนา เชียงใหม่จากวิทยากร ได้เห็นพลวัตรและพลังของท้องถิ่นในการรักษาวัฒนธรรมของชาวล้านนา เพื่อต่อรองกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามา เยาวชนที่เข้าร่วมยังได้ฝึกทำของเล่นจากล้านนา ไม่ว่าจะเป็นตัวจักสานจากตอกหรือตัดกระดาษตุงใส้หมู เป็นที่สนุกสนานของเยาวชนที่ได้เข้าร่วมกันถ้วนหน้า

วันต่อมา ได้เรียนรู้เรื่องกระบวนการทำงานของระบบทุนนิยม โดยผ่านกิจกรรมผ่านประสบการณ์ คือ “เกมโลกาภิวัตน์” มีการแบ่งผู้เล่นออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มเปรียบเหมือนเป็นประเทศที่มีทรัพยากรแตกต่างกัน แต่ละประเทศต้องการขายสินค้าของตนเอง จึงต้องมีการร่วมมือกัน หรือบางครั้งก็ต้องขัดขวางประเทศคู่แข่ง ผลจากการเล่นเกมนี้ เยาวชนที่ได้เล่นต่างมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมถึงจิตใจแบบทุนนิยม และสรุปออกมาได้ว่าเมื่อเอาตัวเงินเป็นเป้าหมาย แต่ละคนก็พร้อมที่จะทำลายทรัพยากรทั้งของตัวเองและเพื่อนบ้านลง เพียงเพื่อให้ได้ผลกำไรสูงสุดเท่านั้นเอง

สิ่งที่ได้รับจากการพัฒนาตามแนวทางทุนนิยมเต็มขั้น ที่แฝงมาในนามของโลกาภิวัตน์ จึงมีมากกว่าทำให้สังคมทันสมัยและสะดวกสบายขึ้นเท่านั้น แต่ยังได้กวาดพัดเอาวัฒนธรรมภูมิปัญญาและวิถีชีวิตที่อยู่ร่วมกับสังคมโลกเบียดหายไปอีกด้วย ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ต่างก็หลีกไม่พ้นจากกระแสและวิถีทางพัฒนาที่ทำลายล้างตามแนวทุนนิยม

เหล่าเยาวชนลุ่มแม่น้ำโขงในฐานะที่เป็นสมาชิกพลเมืองของลุ่มน้ำโขง จึงมีภาระกิจอันสำคัญ ในการร่วมมือกันคิดค้นแสวงหาทางเลือก ทางออกจากปัญหาที่ต่างประสบด้วยกัน เริ่มต้นจากการเรียนรู้ทางออกของปัญหาของโลกาภิวัตน์ จากประสบการณ์จริง ของกลุ่มชาวบ้านที่ช่วยกันหาทางเลือกที่ยังคงไว้ซึ่งธรรมชาติที่สมดุลย์ วัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลายเพื่อหลุดพ้นจากกระแสทุนนิยมและระบบตลาด

การเปลี่ยนแปลงที่บ้านแม่ทา จ.เชียงใหม่ เริ่มจากการเปลี่ยนการทำเกษตรแบบพื้นบ้านมาสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวจากการสนับสนุนของบริษัท สวน ไร่ นาแบบดั้งเดิมถูกแปรเปลี่ยนเป็นไร่ข้าวโพดฝักอ่อน ด้วยคำมั่นสัญญาจากบริษัทว่าจะประกันราคาให้กับชาวบ้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ข้าวโพดฝักอ่อนไม่ได้ช่วยให้ชาวบ้านแม่ทาสามารถปลดเปลื้องจากพันธนาการหนี้สินลงได้ ซ้ำร้ายยังเป็นหนี้สินยิ่งกว่าเดิม

หลายคนยังคงทุ่มเทลงแรงตามคำชักชวนและหว่านล้อมของบริษัท และหลายคนเริ่มตั้งคำถามและพิสูจน์ให้เห็นว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ไม่ได้ช่วยให้ชาวบ้านหลุดพ้นจากวงจรความยากจนลงเลย หนี้สินพอกพูนจากต้นทุนที่สูงขึ้น ปัญหาสุขภาพจากการเร่งใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง พืชผักพื้นบ้านที่ลดน้อยลง

จนวันหนึ่งต้องเปลี่ยนวิธีคิดหันมาทบทวน มาสู่การปรับเปลี่ยนจากการโหมทุ่มเทกับการเกษตรเชิงเดี่ยวมาสู่วิถีชีวิตที่เรียบง่าย กินในสิ่งที่ปลูก ปลูกในสิ่งที่กิน

พ่อพัฒน์ อภัยมูล ผู้นำชุมชนบ้านแม่ทาเล่าให้ฟังว่า “ยิ่งปลูกข้าวโพดหวานก็ยิ่งเป็นหนี้ จึงลองมาทำบัญชีชีวิต ทำให้เห็นความจริงว่า ผลผลิตที่ได้มาได้ไม่เท่ากับที่ลงทุนไป จึงคิดว่าต้องเลิกการผลิตแบบเดิม และกลับมาควบคุมรายจ่าย ยึดหลักกินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กิน จึงทำให้พ่อหลุดพ้นจากกับดักความยากจนลงได้”

จากการผลิตเพื่อขาย มาเป็นการผลิตเพื่อบริโภค ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใส่ปุ๋ย ใส่ยาฆ่าแมลง ได้ผลผลิตเก็บไว้กิน มีเหลือจึงขาย เป็นการลดต้นทุนการผลิต และผลิตสินค้าที่ปลอดภัยจากสารเคมีต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค จึงเรียกได้ว่าเป็นเป็นเกษตรกรรมยั่งยืน

พร้อมกันนี้ พ่อพัฒน์ยังได้ชักชวนเพื่อนบ้านในชุมชนให้หันมาทำการผลิตแบบเกษตรยั่งยืน ทำให้มีชาวบ้านจำนวนมากกลับมาให้ความสำคัญกับชีวิตที่เรียบง่ายไม่ไหลตามกระแสทุนนิยมจากภายนอก

เพื่อนเยาวชนจากหลากหลายประเทศต่างได้เรียนรู้เกษตรกรรมยั่งยืนจากการปฎิบัติจริง โดยแบ่งกลุ่มออกไปพักตามบ้านชาวบ้านเรียนรู้ในการใช้ชีวิตตามวิถีท้องถิ่น ฝึกการเก็บผักหาปลาด้วยตนเอง ใครจะไปรู้ว่าที่ดินเกษตรกรรมยั่งยืนเพียง ๑ ไร่ กับ ๓ งานของพ่อเจริญ สามารถทำให้พ่อปลดเปลื้องหนี้สินจากการปลูกข้าวโพดอ่อนแล้วขาดทุน สวนของพ่อเจริญมีพันธุ์พืชผักมากกว่า ๑๐๐ ชนิด สามารถเก็บกินได้ตลอดทั้งปีไม่มีอด

เกษตรกรรมยั่งยืนของชาวชุมชนบ้านแม่ทา ได้กลายเป็นต้นแบบของการกลับมาสู่รากฐานของวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีวิถีการผลิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ วางอยู่บนฐานความเชื่อเคารพและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลย์ ไม่เบียดเบียน อันเป็นหลักการที่ขัดแย้งกับแนวทางของทุนนิยม ที่มุ่งเอาเปรียบ กอบโกย และตักตวง

ทางเลือกและทางออกของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ที่ดูเหมือนว่าจะวางอยู่บนทางสองแพร่ง ระหว่างการเดินตามโมเดลพัฒนาไปสู่ความทันสมัยอย่างสุดจิตใจ กับการกลับคืนสู่รากเหง้าของวิถีบรรพชน

แต่อันที่จริงแล้ว คำตอบน่าจะเป็นส่วนที่ผสมผสานระหว่างความรู้ เทคโนโลยีใหม่-เก่า อย่างสดุลย์ เป็นมิตรต่อโลกและสิ่งแวดล้อม สามารถกำหนดแนวทางพัฒนาตามเงื่อนไข ความสอดคล้องและเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ให้มากเท่าๆ กับ ความเจริญของบ้านเมือง ความสมบูรณ์พูนสุขของพลเมือง

ในช่วงท้าย เยาวชนแต่ละประเทศได้สรุปการเรียนรู้และต่างวางแผนการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะมีการจัดงานร่วมกันในชื่อ เวทีภาคปะชาชนอาเซียน วันที่ ๒๐ – ๒๒ กุมภาพันธ์ ในงานนี้ นอกจากเยาวชนลุ่มน้ำโขงแล้ว ยังมีพบกับเพื่อนเยาวชนจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงค์โปร์ ฯลฯ เพื่อร่วมแสดงพลังนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาภูมิภาค ไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพต่อไปในอนาคต

วันที่ ๗ – ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๑ จ.เชียงใหม่

ชุมชนวัฒนธรรมหัวสำโรงกับพลวัตรชุมชน

ไม่นานมานี้ คณะทำงานเครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญาได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนชุมชนวัฒนธรรมหัวสำโรง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ชุมชนที่นี่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นชุมชนการเรียนรู้อีกชุมชนหนึ่ง เนื่องจากประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มชาวบ้านในชุมชนจัดดำเนินกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาของชุมชน โดยเฉพาะเรื่องปัญหาเศรษฐกิจในชุมชน และการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ของชุมชน

ชุมชนวัฒนธรรมบ้านหัวสำโรง มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน ดังเห็นได้จากภายในชุมชนเต็มไปด้วยวัดร้าง ซึ่งพบมากถึง ๒๐ วัด บางแห่งยังคงสืบเนื่องกิจกรรมมาถึงปัจจับัน บางแห่งเหลือเพียงซากปรักหักพัง และบางแห่งเหลือเพียงชื่อ จากการค้นคว้าของนักโบราณคดีเชื่อว่าชุมชนหัวสำโรงแห่งนี้มีอายุไม่ต่ำกว่าช่วงปลายสมัยอยุธยา

แต่เดิมย้อนกลับไปเมื่อ ๒๐ ปีก่อน ยังไม่มีใครสนใจเศษซากปรักหักพังของกองอิฐมาก่อน ชาวบ้านข้างเคียงค่อยๆ รุกคืบยึดเอาที่ดินของวัดปรับแปลงมาเป็นไร่นาของตนเองไปเกือบหมด ในช่วงหนึ่งเจดีย์วัดร้างต่างๆ ยังต้องผจญกับโจรขุดล่าหาสมบัติ ที่ต่างพากันมาขุดหาของเก่าใต้ฐานเจดีย์จนเป็นช่องโพลง รอวันล้มพังลงมา

ยังโชคดีที่เริ่มมีคนในชุมชนเห็นความสำคัญของการรื้อฟื้นวัดร้างเก่าๆ และเริ่มเก็บค้นข้อมูล ไปเจรจาขอที่คืนจากบรรดาคนที่เอาที่ของวัดไป ด้วยวิธีการแบบสันติวิธี ตั้งแต่การขอรับบริจาคคืน จนถึงการขอซื้อต่อที่ดินคืน แม้ว่าแรกเริ่มเดิมที เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่จะไม่พอใจ แต่เมื่อได้เห็นความตั้งใจของคนทำงาน หลายคนตัดสินใจยกที่คืนให้เพื่อเป็นประโยชน์ส่วนรวม

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมชุมชนชาวนา มาสู่สังคมกึ่งเมืองกึ่งชนบทอย่างหัวสำโรงจึงต้องตอบรับการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การเปลี่ยนวิถีการผลิต ความสัมพันธ์ของคนในชุมชน

น่าสนใจว่าการยืนยันถึงตัวตนของชุมชนจากวัดร้าง ซึ่งสามารถกำหนดอายุของชุมชนอันแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงต่อเนื่องอันยาวนานของชุมชนหัวสำโรงจนมาถึงปัจจุบัน

ที่ผ่านมาชุมชนไทยได้เผชิญกับมรสุมกระแสการพัฒนา ทำลายรากฐานจนสึกกร่อน เปรียบได้กับกาลเวลาและลมฝนได้ทำลายกัดเซาะเจดีย์อุโบสถวัดร้างให้ทรุดโทรมล้มพังไป

แต่ขณะนี้ วัดร้างในชุมชนกลัมมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนและเป็นศูนย์รวมใจของชาวบ้าน ในการรื้อฟื้นอัตลักษณ์ของชุมชนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคมในปัจจุบัน วัดบางแห่งยังคงมีกิจกรรมในชุมชนสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ยังคงเป็นศูนย์กลางของชุมชนไม่เสื่อมคลาย

ในเรื่องของการรวมกลุ่มอาชีพของชาวบ้าน เพื่อตอบสนองและแก้ปัญหาปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวหัวสำโรงก็มีความน่าสนใจไม่น้อย

ชาวบ้านที่นั่นบอกว่า เดิมมีความพยายามรวมกลุ่มอาชีพกลุ่มต่างๆ จากหน่วยงานราชการ ในตอนแรกก็เริ่มด้วยการพาไปดูงานที่นั่นที่นี่ แล้วก็กลับมาทดลองรวมกลุ่มกันทำการผลิตแต่แล้วก็ไปไม่รอด อันเป็นเรื่องเล่ามหากาพสูตรสำเร็จของการรวมกลุ่มชาวบ้านโดยรัฐที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านที่นี่ไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลว เพราะได้รับประสบการณ์จากการทดลองทำผิดทำถูก จนได้ทางออกมาเป็นการรวมกลุ่มเย็บผ้าทำผ้าห่ม เริ่มจากสมาชิกจำนวนน้อย ค่อยๆ ขยายผลจนได้สมาชิกจำนวนหนึ่ง สามารถรับออเดอร์จากลูกค้ารายใหญ่ เดือนหนึ่งขายส่งออกหลายพันผืน และได้กลายเป็นสินค้าโอท๊อปของจังหวัดลพบุรี

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังรวมกลุ่มองชีพกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทำน้ำพริก กลุ่มโรงสีข้าวชุมชน โรงน้ำดื่มชุมชน กลุ่มทำขนมทองม้วน และกลุ่มออมทรัพชุมชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มแกนกลางของกลุ่มกิจกรรมหรือกลุ่มอาชีพกลุ่มอื่นทั้งหมดที่มีอยู่ในชุมชน

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะกลุ่มอาชีพกลุ่มอื่น เป็นเพียงกลุ่มกิจกรรมที่มีชาวบ้านบางส่วนเกี่ยวข้องกับอาชีพนั้นๆ ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมหรือสร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ขณะที่กลุ่มออมทรัพย์มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน และมีเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านสมาชิกทุกคนมาพบปะกันเมื่อถึงเวลานัด จึงเป็นโอกาสสำคัญให้ชาวบ้านได้ว่างเว้นจากการงานของตนมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกับชาวบ้านคนอื่นๆ ในชุมชน

นอกจากนี้ แกนนำชาวบ้านยังได้ใช้โอกาสนี้ในการสื่อสารประชาสัมพันธ์เรื่องราวข่าวสารต่างๆ จากภายนอก หรือต้องการสื่อสารกันภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากมองดูชุมชนหัวสำโรงในฐานะที่เป็นระบบหนึ่ง ระบบในที่นี้ หมายความถึงชุดขององค์ประกอบที่ต่างมีหน้าที่ที่แตกต่างกัน และต่างมีความเกี่ยวข้องความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกันและมีเป้าหมายที่นำไปสู่ความสมดุลต่อเนื่องของระบบ คือการตั้งอยู่ได้ขององค์ประกอบต่างๆ อย่างไรก็ตาม ระบบมีทั้งระบบปิด และระบบเปิด

ระบบปิดไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขภายนอกที่จะเข้ามาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบ หรือทำให้ระบบเสียสมดุลย์ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่เราใฝ่หา นั่นคือ ถึงแม้จะมีเทคโนโลยี วัฒนธรรมจากภายนอกเข้ามาในชุมชน ชุมชนก็จะสามารถดำรงความสมดุลภายในชุมชนได้ แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถหาชุมชนที่กล่าวถึงได้ เพราะในมุมมองเชิงสังคม วัฒนธรรม ชุมชนและสังคมมนุษย์มีเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ค่านิยม พฤติกรรมของคนในสังคมเข้ามากำหนดทิศทางของสังคม
ดังได้กล่าวแล้วว่า ชุมชนไทยเปิดรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรมและเทคโนโลยีการผลิตมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะในบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางของไทย จากกระบวนการปฏิสัมพันธ์กับชุมชนและสังคมภายนอก

แน่นอน ชุมชนหัวสำโรงย่อมเป็นชุมชนระบบเปิด เปิดรับวัฒนธรรม เทคโนโลยี และการเปลี่ยนจากภายนอก หรือกระทั่งการมีอิทธิพลความเปลี่ยนให้กับสังคมและชุมชนภายนอกด้วยเช่นกัน

ชาวบ้านชุมชนหัวสำโรงมีความพยายามปรับตัวเข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามากระทบต่อชุมชน เช่นในด้านเศรษฐกิจ การเข้ามาส่งเสริมการรวมกลุ่มจากทางราชการไม่ได้ช่วยให้กลุ่มประสบความสำเร็จะเกิดความยั่งยืนได้เทียบเท่ากับการคิดค้นและรวมกลุ่มจากการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในชุมชนเอง

กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในชุมชน เป็นการรับเอาความรู้การผลิตจากภายนอกโดยการไปดูงาน ผสมผสานกับความชำนาญในการผลิตของชาวบ้านเป็นทุนเดิม จึงเกิดกลุ่มอาชีพเย็บผ้าห่ม และกลุ่มอืนๆ ตามมา เช่นกลุ่มน้ำพริก กลุ่มทำขนมทองม้วนซึ่งเป็นการผลิตเพื่อเน้นขายภายนอกชุมชนเป็นหลัก แต่ก็มีการรวมกลุ่มที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนด้วยเช่นกัน คือกลุ่มโรงสีข้าวชุมชน กลุ่มทำน้ำดื่มชุมชน และกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ชุมชน ฯลฯ

กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ชุมชนได้กลายเป็นแกนกิจกรรมหลักของชุมชน เนื่องจากเป็นแหล่งระดมทุนภายในชุมชนที่สำคัญและมีประสิทธิภาพยิ่ง ทั้งนี้ เนื่องจากความเข้มแข็งและความรับผิดชอบของผู้นำชุมชน ที่ทำให้กองทุนออมทรัพย์ชุมชนเติบโตสามารถสร้างประโยชน์ให้สมาชิกมีดอกผล และสวัสดิการชุมชนกลับคืนสู่ชาวบ้านในรูปแบบต่างๆ จนได้รับการยอมรับจากชาวบ้านทั้งระดับตำบลและจังหวัด

กระบวนการปรับตัวของชุมชนต่อกระแสโลกาภิวัตน์ มีได้หลายแนวทั้ง ทั้งมาจากการเก็บรวบรวมสิ่งดีดีในชุมชนที่ยังหลงเหลืออยู่ เช่นภูมิปัญญาชาวบ้าน ประวัติศาสตร์ ประเพณีวัฒนธรรม รวมทั้งการเลือกรับเอาสิ่งใหม่จากภายนอกชุมชนเข้ามาปรับรับใช้คนในชุมชน โดยไม่เกิดความขัดแย้งตึงแครียดในชุมชน เช่นระบบวิถีการผลิตแบบใหม่ จนทำให้ชุมชนสามารถปรับตัวระหว่างของเก่าและสิ่งใหม่ ไปสู่ความสมดุลย์ของชุมชนต่อไป