ไม่ได้เข้ามาในบล็อคของตัวเองเสียนาน
เดี๋ยวนี้ชักจะรู้สึกว่า ตัวเองมีความสามารถในการเขียนน้อยลงทุกที
อาจเป็นเพราะว่า ภาระกิจหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องงาน
ไม่เอื้อให้คิดให้เขียนก็เป็นไปได้
หากได้สำรวจชีวิตประจำวันของตัวเอง
ก็จะพบว่า ใช้เวลากับอินเตอร์เน็ตเสียเหลือเกิน
ส่วนใหญ่เป็นการเปิดดูข่าวสารบ้านเมือง ตามดูตัวเลขขึ้นๆ ลงๆ
ทั้งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องงาน และเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัว
แต่บางเรื่อง ดูเหมืนว่าเป็นเรื่องไร้สาระเหมือนกัน
บางครั้ง อินเตอร์เน็ตพาเราไปสู่ภาวะ ไร้เ้ป้าหมาย
เพราำำำะมันชวนให้เราตามมันไปเรื่องๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แง่คิดอีกอย่างหนึ่งก็คือ อินเตอร์เน็ต ทำให้ความสามารถในการอ่านของเราลดลง
หลายคนลงจะประสบกับปัญหานี้ ที่ว่า อ่านตัวหนังสือจากอินเตอร์เน็ตแล้วทำให้ปวดหัว ตาลาย
นี่อาจจะส่งผลไปถึงสมรรถภาพการอ่านโดยรวมของเราด้วยเหมือนกัน
วันอังคาร, กันยายน ๑๕, ๒๕๕๒
วันพุธ, สิงหาคม ๑๒, ๒๕๕๒
องค์ความรู้ชุมชนกับการศึกษาทางเลือก
“ที่ไหนมีคน ที่นั่นมีการเรียนรู้” ยังเป็นประโยคที่ใช้ได้อยู่เสมอ ถึงแม้เราจะนึกว่าความรู้ส่วนใหญ่มีอยู่แต่ที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย แต่แท้ที่จริงแล้ว เรากลับหลงลืมไปว่าความรู้นั้นสามารถเกิดได้ทุกที่ที่มีการเรียนรู้
ในชุมชนก็เฉกเช่นเดียวกัน อดีตของชุมชนนั้น มีการสร้างการเรียนรู้ของตนเองมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยผ่านประสบการณ์การเรียนรู้และสืบทอดระหว่างรุ่นต่อรุ่น
คนในชุมชนล้วนมีส่วนร่วมในการก่อรูปก่อร่างความรู้ของตนเอง อันเป็นความรู้ที่สอดคล้องเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ของคนในชุมชน เหมาะสมกับพื้นฐานทางวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นนั้น ซึ่งรวมถึงความยั่งยืนของการจัดการทรัพยากรในชุมชนอีกด้วย
การเรียนรู้และสืบทอดที่ไม่หยุดนิ่งในแต่ละชุมชนนี่เอง ที่ถือว่าเป็นรูปแบบการเรียนรู้อย่างหนึ่งของชุมชน หากเพียงแต่ว่าที่ผ่านมา ความรู้เหล่านี้ไม่เคยได้รับการยกย่องจากสถาบันการศึกษาเท่าที่ควร ด้วยเหตุที่มองไม่เห็นว่าชาวบ้านนั้นเรียนรู้กันอย่างไร
ทั้งนี้ เป็นเพราะความรู้ของชุมชน มีลักษณะหรือรูปแบบที่แตกต่างจากความรู้สมัยใหม่ในโรงเรียน หรือที่ครูอาจารย์สอนกันในมหาวิทยาลัย ความรู้ชุมชนเป็นความรู้จากประสบการณ์ลองผิด ลองถูกของชุมชน ค่อยๆ สั่งสมออกมาอยู่ในรูปของข้อห้าม ความเชื่อ ประเพณีปฏิบัติ ขณะที่ความรู้สมัยใหม่เกิดจากการทดลองจนสรุปเป็นกฎ ทฤษฎี และออกมาอยู่ในรูปแบบของตำรา คู่มือ
เมื่อความรู้ของชุมชนและความรู้สมัยใหม่อยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน จึงทำให้กระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดแตกต่างกันไปด้วย
เนื่องจากความรู้สมัยใหม่นี้ เป็นความรู้เฉพาะด้าน ให้ความสำคัญกับกฎ ทฤษฎีที่สามารถนำเอาความรู้ไปใช้ได้ทุกที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรือเวลาไหน ความรู้สมัยใหม่จึงต้องการการเรียนที่มีรูปแบบเดียวกัน วิธีการสอนแบบเดียวกัน โดยอาศัยความรู้ที่มีอยู่ตำรา เรียนรู้ในห้องเรียน มีครูเป็นผู้ถ่ายทอด อันเป็นการเรียนรู้ที่ต้องได้ข้อสรุปเป็นแบบเดียวกัน ห้ามผิดเพี้ยนไปจากตำรา
ความรู้สมัยใหม่จึงเน้นเอาตัวความรู้เป็นศูนย์กลางมากกว่าตัวผู้เรียน หากนักเรียนได้ข้อสรุปไม่ตรงกับตำรา กลับกลายเป็นว่านักเรียนมีความบกพร่องในการเรียนรู้ ทั้งครูและนักเรียนจึงต้องทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปตรงตามที่ตำราบอก
ความรู้สมัยใหม่จึงไม่ต้องการสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้ที่ผิดแผกไปจากเดิม เรียนแบบท่องจำ หรือการทดลองที่ต้องควบคุมตัวแปร เพื่อให้ได้ผลตามต้องการ
มุมด้านในของสามเหลี่ยมรวมกันได้ร้อยแปดสิบองศา เมื่อเอาไปวัดสามเหลี่ยนไหนก็ต้องได้เท่านี้ ห้ามเกินหรือห้ามขาดแม้แต่องศาเดียว
ขณะที่ความรู้ชุมชน เป็นความรู้ที่มักติดยึดอยู่กับคนในชุมชน อยู่กับครูผู้รู้ พ่อครูแม่ครู การดำรงอยู่หรือความสำคัญของความรู้อยู่ที่การใช้ประโยชน์ ต่อตนเองและต่อคนในชุมชน จึงเป็นความรู้ที่มีคนเป็นศูนย์กลาง สามารถเลือกใช้วิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย ตามความถนัดของผู้รู้และผู้เรียนมากกว่าจะยึดตามตำรา
ความรู้ชุมชนหลายอย่างมีเรื่องของศีลธรรมเข้ามากำกับการใช้ด้วย เช่นความรู้เรื่องการต่อสู้ จะเอาไปใช้ระรานผู้อื่นไม่ได้ หรือหมอยาสมุนไพร ก็จะต้องดำรงตนอยู่ในศีล ห้ามเก็บค่าหมอแพงจนเกินเหตุ
ทั้งนี้ เป็นเพราะความรู้ชุมชนสัมพันธ์กันด้วยความเป็นความตายของชุมชนนั่นเอง ผู้ครอบครองความรู้จึงไม่สามารถยึดเอาประโยชน์จากความมาเป็นของตนได้ทั้งหมด
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความรู้สมัยใหม่หลายอย่างมีประโยชน์ต่อพัฒนาการของมวลมนุษยชาติ หากแต่ปัญหาก็คือ ความรู้สมัยใหม่ได้เบียดขับและกดทับความรู้ชุมชน ให้กลายเป็นความรู้เถื่อน หมอยาพื้นบ้านที่เคยให้ชาวบ้านได้พึ่งพาเมื่อเจ็บไข้ กลับกลายเป็นหมอยาเถื่อนตามนิยามของความรู้สมัยใหม่
การปฏิเสธความรู้ชุมชน เปรียบเสมือนปฏิเสธกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนด้วย กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย ถูกลดทอนจนทำให้เหลือเพียงการเรียนรู้ในห้องเรียนเท่านั้น
การเรียนรู้ในห้องเรียนจึงเป็นการเรียนรู้ที่แห้งแล้ง เพราะเอาตัวความรู้เป็นศูนย์กลาง แทนที่จะเอาตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแทน
ถึงแม้ว่าความพยายามในการปฏิรูปการศึกษาครั้งแรก มีความพยายามในการเรียนรู้แบบยึดเอาคนเป็นศูนย์กลาง หากแต่ความเป็นจริงยังไม่เป็นเช่นนั้น กลับกลายเป็นเพียง ปล่อยให้เด็กนักเรียนงมโข่งหลงทางอยู่กับการหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตมาทำรายงานส่งอาจารย์โดยการก็อบปี้และเพส (copy & paste)
ระบบการศึกษากระแสหลักภายใต้การครอบงำของความรู้สมัยใหม่จึงไม่ได้พัฒนาด้านคุณภาพเลย รัฐบาลทุกรัฐบาลก็ยังกลับมาให้ความสำคัญกับการศึกษาเชิงปริมาณเป็นหลักเหมือนเดิม
และอีกครั้ง กับความพยายามปฏิรูปการศึกษาครั้งที่สอง ถึงแม้ว่าเป็นเพียงช่วงเริ่มต้น ดูเหมือนว่าหลายคนจะเริ่มแสดงออกถึงความท้อแท้ หมดหวัง ทั้งนี้ เนื้อหาของการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่สองนี้ ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องงบประมาณ หรือการเรียนฟรี มากกว่าจะกล่าวถึงการพัฒนาการศึกษาในด้านองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก
จากความล้มเหลวของการศึกษากระแสหลัก ที่ไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาของชุมชนได้ทันท่วงที โรงเรียนทำให้เยาวชนห่างจากบ้านไปทุกที เด็กยิ่งเรียนสูงขึ้น ก็ยิ่งต้องออกไปไกลจากชุมชนของตนเอง มิพักที่จะต้องกล่าวถึงเมื่อเรียนจบ กลับไม่มีที่ทางให้สามารถอยู่รอดได้ในชุมชน
เด็กในชุมชนออกไปเรียนวิชาบัญชี เลขานุการ หรือช่างไฟฟ้า แต่วิชาเหล่านี้ ไม่ทำให้เด็กที่เรียนจบสามารถเลี้ยงตนเองให้อยู่รอดในชุมชนได้ ความรู้ที่ร่ำเรียนมา ไม่ตอบสนองต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน คงต้องออกไปเป็นแรงงานในเมืองเสียมากกว่า
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการเรียนรู้ในระบบ ไม่ได้ยึดเอาคนในชุมชนเป็นฐานของการเรียนรู้และใช้ประโยชน์ เด็กเยาวชนจึงไม่กลับไปชีวิตในชุมชนต่อไปได้ คงเหลือแต่เด็กเล็กและคนชราเท่านั้น
ถึงตอนนี้หลายชุมชนจึงตั้งคำถามกับความรู้สมัยใหม่ ที่เข้ามาพร้อมกับโรงเรียน ว่ากลับมาเป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชนอย่างไร หลายชุมชนเริ่มกลับไปค้นหาความรู้ดั้งเดิมของตนเองที่หายไปแล้ว ให้กลับมีชีวิตฟื้นคืนมาใหม่ได้ โดยที่ความรู้นั้นยังมีประโยชน์ต่อชุมชนได้ เช่นความรู้เรื่องยาสมุนไพร การรักษาโรคตามแนวพื้นบ้าน หรือการจัดการทรัพยากรบนฐานของความรู้ของชุมชน
การกลับคืนมาของความรู้ชุมชน นำมาซึ่งการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการทั้งผู้สอนและผู้เรียน รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อชุมชน โดยให้ความสำคัญกับเด็กเยาวชนในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้
เนื้อหาวิชา หลักสูตรการสอน สื่อการสอน วิธีประเมินผลความรู้ของความรู้ชุมชน จะเลื่อนไหลปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมสอดคล้องของผู้เรียน หลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ และความรู้ของชุมชนจึงลื่นไหลและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
นี่เป็นคุณลักษณะสำคัญของกระบวนการสร้างการเรียนรู้ของชุมชน อันเป็นรูปแบบหนึ่งของระบบการศึกษาทางเลือกของสังคมไทย มีรากฐานอันแข็งแกร่งอยู่ที่ชุมชน
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าความรู้สมัยใหม่จะไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย แต่ทั้งนี้ เราต้องมองเห็นข้อดี และข้อจำกัดของความรู้ทั้งสองแบบ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ ก็น่าจะทำให้การเรียนรู้ในห้อง ไม่เป็นการเรียนรู้ที่แห้งแล้ง ขณะเดียวกันการเรียนรู้ของชุมชน จะทำให้คนนอกชุมชนสามารถจับต้องเข้าถึงได้ ง่ายขึ้น
การศึกษาทางเลือกจึงเป็นแนวทางปฏิรูปการศึกษาที่เน้นเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยสามารถปรับรูปแบบ กระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องเหมาะสมกับผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างเป็นกระบวนการสร้างการเรียนรู้ที่สามารถเป็นประโยชน์ต่อชุมชนได้จริง
การปฏิรูปการศึกษารอบที่สอง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงควรหันมาให้ความสำคัญกับ กระบวนการเรียนรู้ตามแนวทางการศึกษาทางเลือก เพื่อให้เกิดความหลากหลายและพัฒนาการของกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนไทย
ในชุมชนก็เฉกเช่นเดียวกัน อดีตของชุมชนนั้น มีการสร้างการเรียนรู้ของตนเองมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยผ่านประสบการณ์การเรียนรู้และสืบทอดระหว่างรุ่นต่อรุ่น
คนในชุมชนล้วนมีส่วนร่วมในการก่อรูปก่อร่างความรู้ของตนเอง อันเป็นความรู้ที่สอดคล้องเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ของคนในชุมชน เหมาะสมกับพื้นฐานทางวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นนั้น ซึ่งรวมถึงความยั่งยืนของการจัดการทรัพยากรในชุมชนอีกด้วย
การเรียนรู้และสืบทอดที่ไม่หยุดนิ่งในแต่ละชุมชนนี่เอง ที่ถือว่าเป็นรูปแบบการเรียนรู้อย่างหนึ่งของชุมชน หากเพียงแต่ว่าที่ผ่านมา ความรู้เหล่านี้ไม่เคยได้รับการยกย่องจากสถาบันการศึกษาเท่าที่ควร ด้วยเหตุที่มองไม่เห็นว่าชาวบ้านนั้นเรียนรู้กันอย่างไร
ทั้งนี้ เป็นเพราะความรู้ของชุมชน มีลักษณะหรือรูปแบบที่แตกต่างจากความรู้สมัยใหม่ในโรงเรียน หรือที่ครูอาจารย์สอนกันในมหาวิทยาลัย ความรู้ชุมชนเป็นความรู้จากประสบการณ์ลองผิด ลองถูกของชุมชน ค่อยๆ สั่งสมออกมาอยู่ในรูปของข้อห้าม ความเชื่อ ประเพณีปฏิบัติ ขณะที่ความรู้สมัยใหม่เกิดจากการทดลองจนสรุปเป็นกฎ ทฤษฎี และออกมาอยู่ในรูปแบบของตำรา คู่มือ
เมื่อความรู้ของชุมชนและความรู้สมัยใหม่อยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน จึงทำให้กระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดแตกต่างกันไปด้วย
เนื่องจากความรู้สมัยใหม่นี้ เป็นความรู้เฉพาะด้าน ให้ความสำคัญกับกฎ ทฤษฎีที่สามารถนำเอาความรู้ไปใช้ได้ทุกที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรือเวลาไหน ความรู้สมัยใหม่จึงต้องการการเรียนที่มีรูปแบบเดียวกัน วิธีการสอนแบบเดียวกัน โดยอาศัยความรู้ที่มีอยู่ตำรา เรียนรู้ในห้องเรียน มีครูเป็นผู้ถ่ายทอด อันเป็นการเรียนรู้ที่ต้องได้ข้อสรุปเป็นแบบเดียวกัน ห้ามผิดเพี้ยนไปจากตำรา
ความรู้สมัยใหม่จึงเน้นเอาตัวความรู้เป็นศูนย์กลางมากกว่าตัวผู้เรียน หากนักเรียนได้ข้อสรุปไม่ตรงกับตำรา กลับกลายเป็นว่านักเรียนมีความบกพร่องในการเรียนรู้ ทั้งครูและนักเรียนจึงต้องทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปตรงตามที่ตำราบอก
ความรู้สมัยใหม่จึงไม่ต้องการสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้ที่ผิดแผกไปจากเดิม เรียนแบบท่องจำ หรือการทดลองที่ต้องควบคุมตัวแปร เพื่อให้ได้ผลตามต้องการ
มุมด้านในของสามเหลี่ยมรวมกันได้ร้อยแปดสิบองศา เมื่อเอาไปวัดสามเหลี่ยนไหนก็ต้องได้เท่านี้ ห้ามเกินหรือห้ามขาดแม้แต่องศาเดียว
ขณะที่ความรู้ชุมชน เป็นความรู้ที่มักติดยึดอยู่กับคนในชุมชน อยู่กับครูผู้รู้ พ่อครูแม่ครู การดำรงอยู่หรือความสำคัญของความรู้อยู่ที่การใช้ประโยชน์ ต่อตนเองและต่อคนในชุมชน จึงเป็นความรู้ที่มีคนเป็นศูนย์กลาง สามารถเลือกใช้วิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย ตามความถนัดของผู้รู้และผู้เรียนมากกว่าจะยึดตามตำรา
ความรู้ชุมชนหลายอย่างมีเรื่องของศีลธรรมเข้ามากำกับการใช้ด้วย เช่นความรู้เรื่องการต่อสู้ จะเอาไปใช้ระรานผู้อื่นไม่ได้ หรือหมอยาสมุนไพร ก็จะต้องดำรงตนอยู่ในศีล ห้ามเก็บค่าหมอแพงจนเกินเหตุ
ทั้งนี้ เป็นเพราะความรู้ชุมชนสัมพันธ์กันด้วยความเป็นความตายของชุมชนนั่นเอง ผู้ครอบครองความรู้จึงไม่สามารถยึดเอาประโยชน์จากความมาเป็นของตนได้ทั้งหมด
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความรู้สมัยใหม่หลายอย่างมีประโยชน์ต่อพัฒนาการของมวลมนุษยชาติ หากแต่ปัญหาก็คือ ความรู้สมัยใหม่ได้เบียดขับและกดทับความรู้ชุมชน ให้กลายเป็นความรู้เถื่อน หมอยาพื้นบ้านที่เคยให้ชาวบ้านได้พึ่งพาเมื่อเจ็บไข้ กลับกลายเป็นหมอยาเถื่อนตามนิยามของความรู้สมัยใหม่
การปฏิเสธความรู้ชุมชน เปรียบเสมือนปฏิเสธกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนด้วย กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย ถูกลดทอนจนทำให้เหลือเพียงการเรียนรู้ในห้องเรียนเท่านั้น
การเรียนรู้ในห้องเรียนจึงเป็นการเรียนรู้ที่แห้งแล้ง เพราะเอาตัวความรู้เป็นศูนย์กลาง แทนที่จะเอาตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแทน
ถึงแม้ว่าความพยายามในการปฏิรูปการศึกษาครั้งแรก มีความพยายามในการเรียนรู้แบบยึดเอาคนเป็นศูนย์กลาง หากแต่ความเป็นจริงยังไม่เป็นเช่นนั้น กลับกลายเป็นเพียง ปล่อยให้เด็กนักเรียนงมโข่งหลงทางอยู่กับการหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตมาทำรายงานส่งอาจารย์โดยการก็อบปี้และเพส (copy & paste)
ระบบการศึกษากระแสหลักภายใต้การครอบงำของความรู้สมัยใหม่จึงไม่ได้พัฒนาด้านคุณภาพเลย รัฐบาลทุกรัฐบาลก็ยังกลับมาให้ความสำคัญกับการศึกษาเชิงปริมาณเป็นหลักเหมือนเดิม
และอีกครั้ง กับความพยายามปฏิรูปการศึกษาครั้งที่สอง ถึงแม้ว่าเป็นเพียงช่วงเริ่มต้น ดูเหมือนว่าหลายคนจะเริ่มแสดงออกถึงความท้อแท้ หมดหวัง ทั้งนี้ เนื้อหาของการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่สองนี้ ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องงบประมาณ หรือการเรียนฟรี มากกว่าจะกล่าวถึงการพัฒนาการศึกษาในด้านองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก
จากความล้มเหลวของการศึกษากระแสหลัก ที่ไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาของชุมชนได้ทันท่วงที โรงเรียนทำให้เยาวชนห่างจากบ้านไปทุกที เด็กยิ่งเรียนสูงขึ้น ก็ยิ่งต้องออกไปไกลจากชุมชนของตนเอง มิพักที่จะต้องกล่าวถึงเมื่อเรียนจบ กลับไม่มีที่ทางให้สามารถอยู่รอดได้ในชุมชน
เด็กในชุมชนออกไปเรียนวิชาบัญชี เลขานุการ หรือช่างไฟฟ้า แต่วิชาเหล่านี้ ไม่ทำให้เด็กที่เรียนจบสามารถเลี้ยงตนเองให้อยู่รอดในชุมชนได้ ความรู้ที่ร่ำเรียนมา ไม่ตอบสนองต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน คงต้องออกไปเป็นแรงงานในเมืองเสียมากกว่า
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการเรียนรู้ในระบบ ไม่ได้ยึดเอาคนในชุมชนเป็นฐานของการเรียนรู้และใช้ประโยชน์ เด็กเยาวชนจึงไม่กลับไปชีวิตในชุมชนต่อไปได้ คงเหลือแต่เด็กเล็กและคนชราเท่านั้น
ถึงตอนนี้หลายชุมชนจึงตั้งคำถามกับความรู้สมัยใหม่ ที่เข้ามาพร้อมกับโรงเรียน ว่ากลับมาเป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชนอย่างไร หลายชุมชนเริ่มกลับไปค้นหาความรู้ดั้งเดิมของตนเองที่หายไปแล้ว ให้กลับมีชีวิตฟื้นคืนมาใหม่ได้ โดยที่ความรู้นั้นยังมีประโยชน์ต่อชุมชนได้ เช่นความรู้เรื่องยาสมุนไพร การรักษาโรคตามแนวพื้นบ้าน หรือการจัดการทรัพยากรบนฐานของความรู้ของชุมชน
การกลับคืนมาของความรู้ชุมชน นำมาซึ่งการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการทั้งผู้สอนและผู้เรียน รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อชุมชน โดยให้ความสำคัญกับเด็กเยาวชนในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้
เนื้อหาวิชา หลักสูตรการสอน สื่อการสอน วิธีประเมินผลความรู้ของความรู้ชุมชน จะเลื่อนไหลปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมสอดคล้องของผู้เรียน หลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ และความรู้ของชุมชนจึงลื่นไหลและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
นี่เป็นคุณลักษณะสำคัญของกระบวนการสร้างการเรียนรู้ของชุมชน อันเป็นรูปแบบหนึ่งของระบบการศึกษาทางเลือกของสังคมไทย มีรากฐานอันแข็งแกร่งอยู่ที่ชุมชน
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าความรู้สมัยใหม่จะไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย แต่ทั้งนี้ เราต้องมองเห็นข้อดี และข้อจำกัดของความรู้ทั้งสองแบบ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ ก็น่าจะทำให้การเรียนรู้ในห้อง ไม่เป็นการเรียนรู้ที่แห้งแล้ง ขณะเดียวกันการเรียนรู้ของชุมชน จะทำให้คนนอกชุมชนสามารถจับต้องเข้าถึงได้ ง่ายขึ้น
การศึกษาทางเลือกจึงเป็นแนวทางปฏิรูปการศึกษาที่เน้นเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยสามารถปรับรูปแบบ กระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องเหมาะสมกับผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างเป็นกระบวนการสร้างการเรียนรู้ที่สามารถเป็นประโยชน์ต่อชุมชนได้จริง
การปฏิรูปการศึกษารอบที่สอง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงควรหันมาให้ความสำคัญกับ กระบวนการเรียนรู้ตามแนวทางการศึกษาทางเลือก เพื่อให้เกิดความหลากหลายและพัฒนาการของกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนไทย
วันพฤหัสบดี, มีนาคม ๒๖, ๒๕๕๒
กระบวนการเรียนรู้ในชุมชน (ตอนที่ ๑)
.jpg)
การจัดกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนในชุมชนนั้น มีอยู่หลากหลายวิธี หากแต่วิธีการจัดการเรียนรู้ที่นิยมใช้กันมาก คือการทำค่ายเยาวชน ในการทำค่ายแต่ละครั้ง ก็มีการกำหนดวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่แตกต่างกันไป
ตัวอย่างของค่าย ไม่ว่าจะเป็นค่ายศึกษาสิ่งแวดล้อม ค่ายศึกษาธรรมชาติ ค่ายเรียนรู้วัฒนธรรม ภูมิปัญญา หรือค่ายเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพเยาวชน ทั้งที่เป็นศักยภาพในด้านทักษะ ความสามารถในระดับบุคคลและระดับกลุ่ม เช่นการทำงานเป็นทีม เป็นต้น
ค่ายการเรียนรู้ ถือว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ก็เพราะการจัดค่ายแต่ละครั้ง ผู้จัดกระบวนการสามารถยึดกุมเป้าหมายและกระบวนการเรียนรู้ภายในค่าย มีระยะเวลาที่ชัดเจน อยู่ภายในสถานที่ปิด และเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบ 1 Stop นั่นคือ สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถจบหรือบรรลุเป้าหมายได้ภายในค่ายเดียว
อย่างไรก็ตาม กระบวนการเรียนรู้แบบค่าย ในตัวของมันเอง ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ ค่ายอาจทำให้ผู้จัดกระบวนการบรรลุตามวัตถุประสงค์ตามค่ายได้
แต่ค่ายส่วนใหญ่นั้น เป็นเพียงการจัดการเรียนรู้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน เฉพาะอย่าง ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการบรรลุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาเยาวชนอย่างครบมิติ รอบด้าน
ในขณะที่กระบวนการเรียนรู้ ประกอบด้วยชุดของกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งอาจเป็นกิจกรรมที่หลากหลาย ค่ายจึงถือเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้เท่านั้น
ดังนั้นแล้ว การพัฒนาเยาวชนทั้งในช่วงก่อน หรือหลังค่าย ก็เป็นกระบวนการสำคัญไม่แพ้กระบวนการในค่าย การดูแลเอาใจใส่ หมั่นสังเกตพฤติกรรมของเยาวชนการมอบหมายหน้าที่ ความรับผิดชอบ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาเยาวชนที่ไม่อาจมองข้ามได้
ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติ ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ มีรูปแบบและแนวทางพัฒนาการเรียนรู้ให้กับเยาวชนหลากหลายรูปแบบมากกว่าค่าย ซึ่งมีทั้งรูปแบบที่เป็นทางการ เช่นให้เรียนรู้จากการฝึกทำงานจริง หรือรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ อาศัยระบบความสัมพันธ์แบบพี่-น้อง ในการสั่งสอนตักเตือน หรือช่วยเป็นที่ปรึกษาให้กับเยาวชนในทุกเรื่อง (ยกเว้นเรื่องเงิน!)
เพราะฉะนั้นแล้ว ในบทบาทของผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเยาวชน จึงควรให้ความสำคัญกับ การพัฒนาเยาวชน ในระดับกระบวนการ มากกว่ามองเป้าหมายของการเรียนรู้ในระดับกิจกรรม
ในการทำงานของเครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา สนับสนุนให้เยาวชนมีบทบาทในการเรียนรู้และพัฒนาองค์ความรู้ของชุมชน ที่ผ่านมา กระบวนการทำงานของเครือข่ายได้ร่วมกันพัฒนาขั้นตอน กระบวนการเรียนรู้ภูมิปัญญาเบื้องต้น โดยเริ่มจากการรู้จักชุมชนของตนเอง ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ความเชื่อ เศรษฐกิจ ระบบประเพณี วัฒนธรรม แล้วนำความรู้ที่ได้ มานำเสนอให้กับคนในชุมชนหรือจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเยาวชนรุ่นน้องต่อไป
จึงเป็นที่น่าสนใจว่า เราจะสามารถยกระดับการเรียนรู้ของเครือข่าย ขึ้นมาเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ชุมชนได้หรือไม่ และหากสามารถทำได้ ควรจะมีแนวทางอย่างไร ในที่นี้ ผู้เขียนจะขอทดลองนำเสนอแนวทางการยกระดับกระบวนการเรียนรู้ เพื่อเป็นก้อนอิฐก้อนแรก ของเครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา ให้เป็นฐานรากของการก่อรูปพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ระดับชุมชนที่เป็นของชุมชนจริงๆ
โปรดติดตามตอนต่อไป........
วันพุธ, มีนาคม ๐๔, ๒๕๕๒
ทบทวนภูมิปัญญา ท้าทายความรู้
บทความนี้ ขอคัดลอกมาจากหนังสือ "ภูมิปัญญากับการสร้างพลังชุมชน" ของศูนย์มานุษยวิทยา เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสมใจและสอดคล้องกับการพัฒนาและต่อยอดของคนทำงานทางวัฒนธรรม เพื่อไม่ให้ตกหลงไปอยู่ในวังวนของการทพงานเฉพาะหน้า โดยหลงลืมเป้าหมาย หรือปรากฎการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่นะครับ
ขอเชิญชมได้เลยครับ
"ทบทวนภูมิปัญญา ท้าทายความรู้"
ภูมิปัญญาหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายทั่วไปในสังคม และในวงการต่างๆ ทั้งของรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน นอกจากนั้น ยังเป็นคำที่คาบเกี่ยวกับคำอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง เช่นความรู้ท้องถิ่น ความรู้ของชาวบ้าน ภูมิปัญญาชาวบ้าน ความรู้พื้นบ้าน คำเหล่านี้อาจจะเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงเวลาประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมา และได้รับแรงส่งเสริมผลักดันจากกระแสสังคมที่เป็นปฏิกิริยาต่อต้านโลกาภิวัตน์ เกิดการหันมาเน้นความสำคัญของท้องถิ่น และยกย่องความรู้และวิถีชีวิตแบบท้องถิ่น มองเห็นความงดงาม ความลุ่มลึกของวิถีชีวิตของคนธรรมดาสามัญ ชาวบ้านที่ห่างไกลความก้าวหน้าทางวัตถุเทคโนโลยี
ถึงแม้ว่าความคิดเรื่องภูมิปัญญาจะเป็นสิ่งที่ยอมรับกันทั่วไปว่ามีคุณค่า แต่การเข้าใจว่าภูมิปัญญาคืออะไร แตกต่างหรือไม่แตกต่างจากองค์ความรู้อย่างไร ก็ยังเป็นสิ่งที่มีความคลุมเครืออยู่มาก รวมทั้งการใช้คำนี้ในชีวิตประจำวัน หรือการนำไปใช้ในการเคลื่อนไหวทางสังคม ก็มีความหลากหลาย บางทีก็ใช้กับผลิตภัณฑ์หรือเทคนิควิธี บางทีก็ใช้กับกระบวนการทางสังคมของการถ่ายทอดความรู้ หรือบางทีก็หมายถึงตัวบุคคล นอกจากนั้น การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ก็ดูมีเป้าหมายและรูปแบบที่ขัดแย้งกัน เช่นระหว่างการส่งเสริมให้ชาวบ้านเกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเองเพื่อเป็นพลังแก่ชุมชนกับการส่งเสริมในรูปแบบของสินค้า เพื่อการบริโภคของนักท่องเที่ยว หรือระหว่างความเป็นท้องถิ่นนิยมกับความเป็นชาตินิยม และในขณะเดียวกัน ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การมุ่งแต่จะส่งเสริมภูมิปัญญา โดยปราศจากการใคร่ครวญพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบ แทนที่จะเกิดความงอกงาม อาจจะนำไปสู่ความอับจนปัญญา
ดังนั้น หากเราพิจารณาภูมิปัญญาในฐานะที่เป็นมโนทัศน์ ที่ใช้วิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม จึงยังควรมีคำถามที่ควรจะช่วยกันตอบอยู่อีกมาก ในแง่หนึ่ง นักมานุษยวิทยามีความสนใจในภูมิปัญญาในฐานะที่เป็นระบบความรู้ประเภทหนึ่งที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากความรู้สมัยใหม่ หรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และมีผู้ที่พยายามแยกแยะ ดึงเอาความแตกต่างของระบบความรู้สองแบบนี้ออกมาต่างๆ กัน เช่น ความรู้ที่เฉพาะเจาะจง/ความรู้สากล ความรู้เชิงปฏิบัติ/ความรู้เชิงวิเคราะห์ ความรู้ท้องถิ่นโลกที่สาม/ความรู้ตะวันตก ความรู้แบบมุขปาฐะ/ความรู้ที่ใช้ตัวหนังสือ ในอีกแง่หนึ่ง นักมานุษยวิทยาบางกลุ่มเห็นว่า การจำแนกความรู้เป็นคู่ตรงข้ามเช่นนี้เป็นเรื่องสุดโต่งเกินไป ภูมิปัญญาชาวบ้านมีลักษณะของการผสมผสาน ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา จึงไม่มีภูมิปัญญาที่บริสุทธิ์ หรือวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ตามแม่แบบที่เป็นอุดมคติ
นอกจากนั้น การมองเรื่องภูมิปัญญาและระบบความรู้ในอีกกระแสความคิดหนึ่งเสนอว่า ระบบความรู้ไม่ว่าของพื้นบ้านหรือระบบสากล ล้วนเป็นผลผลิตทางสังคมที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของแต่ละยุคสมัย ภายใต้ปฏิบัติการของอำนาจที่คัดสรร กลั่นกรองและกำหนดคุณค่าว่า ความรู้ชนิดใด เรื่องใด สมควรที่จะได้รับการเปิดเผยและเชิดชู และแบบใดสมควรถูกเพิกเฉย หรือปกปิดไว้ ดังนั้นความรู้ทุกอย่างจึงเผยความจริงบางสิ่ง และอำพรางซ่อนเร้นบางสิ่งอยู่เสมอ
จาก “บทนำ” ใน ภูมิปัญญากับการสร้างพลังชุมชน
หนังสือรวมบทความจากการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยา ครั้งที่ ๓
เรื่อง "ทบทวนภูมิปัญญา ท้าทายความรู้"
ขอเชิญชมได้เลยครับ
"ทบทวนภูมิปัญญา ท้าทายความรู้"
ภูมิปัญญาหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายทั่วไปในสังคม และในวงการต่างๆ ทั้งของรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน นอกจากนั้น ยังเป็นคำที่คาบเกี่ยวกับคำอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง เช่นความรู้ท้องถิ่น ความรู้ของชาวบ้าน ภูมิปัญญาชาวบ้าน ความรู้พื้นบ้าน คำเหล่านี้อาจจะเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงเวลาประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมา และได้รับแรงส่งเสริมผลักดันจากกระแสสังคมที่เป็นปฏิกิริยาต่อต้านโลกาภิวัตน์ เกิดการหันมาเน้นความสำคัญของท้องถิ่น และยกย่องความรู้และวิถีชีวิตแบบท้องถิ่น มองเห็นความงดงาม ความลุ่มลึกของวิถีชีวิตของคนธรรมดาสามัญ ชาวบ้านที่ห่างไกลความก้าวหน้าทางวัตถุเทคโนโลยี
ถึงแม้ว่าความคิดเรื่องภูมิปัญญาจะเป็นสิ่งที่ยอมรับกันทั่วไปว่ามีคุณค่า แต่การเข้าใจว่าภูมิปัญญาคืออะไร แตกต่างหรือไม่แตกต่างจากองค์ความรู้อย่างไร ก็ยังเป็นสิ่งที่มีความคลุมเครืออยู่มาก รวมทั้งการใช้คำนี้ในชีวิตประจำวัน หรือการนำไปใช้ในการเคลื่อนไหวทางสังคม ก็มีความหลากหลาย บางทีก็ใช้กับผลิตภัณฑ์หรือเทคนิควิธี บางทีก็ใช้กับกระบวนการทางสังคมของการถ่ายทอดความรู้ หรือบางทีก็หมายถึงตัวบุคคล นอกจากนั้น การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ก็ดูมีเป้าหมายและรูปแบบที่ขัดแย้งกัน เช่นระหว่างการส่งเสริมให้ชาวบ้านเกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเองเพื่อเป็นพลังแก่ชุมชนกับการส่งเสริมในรูปแบบของสินค้า เพื่อการบริโภคของนักท่องเที่ยว หรือระหว่างความเป็นท้องถิ่นนิยมกับความเป็นชาตินิยม และในขณะเดียวกัน ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การมุ่งแต่จะส่งเสริมภูมิปัญญา โดยปราศจากการใคร่ครวญพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบ แทนที่จะเกิดความงอกงาม อาจจะนำไปสู่ความอับจนปัญญา
ดังนั้น หากเราพิจารณาภูมิปัญญาในฐานะที่เป็นมโนทัศน์ ที่ใช้วิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม จึงยังควรมีคำถามที่ควรจะช่วยกันตอบอยู่อีกมาก ในแง่หนึ่ง นักมานุษยวิทยามีความสนใจในภูมิปัญญาในฐานะที่เป็นระบบความรู้ประเภทหนึ่งที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากความรู้สมัยใหม่ หรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และมีผู้ที่พยายามแยกแยะ ดึงเอาความแตกต่างของระบบความรู้สองแบบนี้ออกมาต่างๆ กัน เช่น ความรู้ที่เฉพาะเจาะจง/ความรู้สากล ความรู้เชิงปฏิบัติ/ความรู้เชิงวิเคราะห์ ความรู้ท้องถิ่นโลกที่สาม/ความรู้ตะวันตก ความรู้แบบมุขปาฐะ/ความรู้ที่ใช้ตัวหนังสือ ในอีกแง่หนึ่ง นักมานุษยวิทยาบางกลุ่มเห็นว่า การจำแนกความรู้เป็นคู่ตรงข้ามเช่นนี้เป็นเรื่องสุดโต่งเกินไป ภูมิปัญญาชาวบ้านมีลักษณะของการผสมผสาน ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา จึงไม่มีภูมิปัญญาที่บริสุทธิ์ หรือวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ตามแม่แบบที่เป็นอุดมคติ
นอกจากนั้น การมองเรื่องภูมิปัญญาและระบบความรู้ในอีกกระแสความคิดหนึ่งเสนอว่า ระบบความรู้ไม่ว่าของพื้นบ้านหรือระบบสากล ล้วนเป็นผลผลิตทางสังคมที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของแต่ละยุคสมัย ภายใต้ปฏิบัติการของอำนาจที่คัดสรร กลั่นกรองและกำหนดคุณค่าว่า ความรู้ชนิดใด เรื่องใด สมควรที่จะได้รับการเปิดเผยและเชิดชู และแบบใดสมควรถูกเพิกเฉย หรือปกปิดไว้ ดังนั้นความรู้ทุกอย่างจึงเผยความจริงบางสิ่ง และอำพรางซ่อนเร้นบางสิ่งอยู่เสมอ
จาก “บทนำ” ใน ภูมิปัญญากับการสร้างพลังชุมชน
หนังสือรวมบทความจากการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยา ครั้งที่ ๓
เรื่อง "ทบทวนภูมิปัญญา ท้าทายความรู้"
วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ ๒๖, ๒๕๕๒
โลกาภิวัตน์และบริโภคนิยมผลกระทบต่อเยาวชน
ในอดีตโลกของเราเคยมีรากฐานความเชื่อทางศาสนา ประเพณี วัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ผ่านพัฒนาการคิดค้น ปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของคนในชุมชน จนกลายเป็นความรู้ภูมิปัญญาของท้องถิ่นเฉพาะของแต่ละแห่ง ซึ่งต่างมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนที่แตกต่างกันไป หากแต่อยู่ร่วมกันอย่างสอดคล้องกลมกลืน
ขณะที่โลกปัจจุบัน โลกของเรากลายเป็นหนึ่งเดียว ใกล้ชิดกันมากขึ้น ในนามของโลกาภิวัตน์ ทั่วทุกมุมโลกต่างเชื่อมโยงถึงกันด้วยพลังของเทคโนโลยีสมัยใหม่ คนในหมู่บ้านชนบทอันห่างไกล สามารถติดต่อกับมหานครใหญ่ของโลกได้ง่ายดาย
โลกาภิวัตน์ยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในดินแดนต่าง แต่ในอีกด้านหนึ่งโลกาภิวัตน์กำลังนำเราไปสู่ความเป็นวัฒนธรรมเดี่ยวมากขึ้นทุกขณะ เสื้อผ้า การแต่งกาย วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ที่ต้องไล่ตามกระแสความทันสมัยตลอดเวลา จนบางครั้งไม่อาจเลือกรับ และกลั่นกรองสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาได้อย่างทันท่วงที
โลกาภิวัตน์ไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะรูปลักษณ์ภายนอกของเราเท่านั้น หากยังเข้าไปเปลี่ยนจิตสำนึก ระบบคุณค่า ความเชื่อภายในจิตใจของเราอีกด้วย วิถีชีวิตทันสมัยที่มาพร้อมกับโลกาภิวัตน์ ทำให้เรากลายเป็นนักบริโภคที่ไม่รู้จักพอ นำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
การสร้างการเรียนรู้เพื่อค้นหาทางเลือกของชีวิตที่หลุดพ้นจากบริโภคนิยม วัฒนธรรมที่ยั่งยืน และโลกาภิวัตน์ที่เป็นธรรม นำไปสู่การเติบโตอย่างรู้เท่าทัน ผ่านการเลือกรับ ปรับใช้ เชื่อมประสานวิถีเก่า วิถีใหม่ ให้กลับมามีประโยชน์และตอบสนองปัญหาและความต้องการของคนในชุมชนและสังคมได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสม
ขณะที่โลกปัจจุบัน โลกของเรากลายเป็นหนึ่งเดียว ใกล้ชิดกันมากขึ้น ในนามของโลกาภิวัตน์ ทั่วทุกมุมโลกต่างเชื่อมโยงถึงกันด้วยพลังของเทคโนโลยีสมัยใหม่ คนในหมู่บ้านชนบทอันห่างไกล สามารถติดต่อกับมหานครใหญ่ของโลกได้ง่ายดาย
โลกาภิวัตน์ยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในดินแดนต่าง แต่ในอีกด้านหนึ่งโลกาภิวัตน์กำลังนำเราไปสู่ความเป็นวัฒนธรรมเดี่ยวมากขึ้นทุกขณะ เสื้อผ้า การแต่งกาย วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ที่ต้องไล่ตามกระแสความทันสมัยตลอดเวลา จนบางครั้งไม่อาจเลือกรับ และกลั่นกรองสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาได้อย่างทันท่วงที
โลกาภิวัตน์ไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะรูปลักษณ์ภายนอกของเราเท่านั้น หากยังเข้าไปเปลี่ยนจิตสำนึก ระบบคุณค่า ความเชื่อภายในจิตใจของเราอีกด้วย วิถีชีวิตทันสมัยที่มาพร้อมกับโลกาภิวัตน์ ทำให้เรากลายเป็นนักบริโภคที่ไม่รู้จักพอ นำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
การสร้างการเรียนรู้เพื่อค้นหาทางเลือกของชีวิตที่หลุดพ้นจากบริโภคนิยม วัฒนธรรมที่ยั่งยืน และโลกาภิวัตน์ที่เป็นธรรม นำไปสู่การเติบโตอย่างรู้เท่าทัน ผ่านการเลือกรับ ปรับใช้ เชื่อมประสานวิถีเก่า วิถีใหม่ ให้กลับมามีประโยชน์และตอบสนองปัญหาและความต้องการของคนในชุมชนและสังคมได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสม
ค่ายเยาวชนนานาชาติลุ่มน้ำโขง
โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ตลอดลำน้ำโขง ไม่คำนึงถึงความสมดุลย์ของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่หลากหลายและแหล่งวัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นำไปสู่การทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ระบบนิเวศน์วิทยาที่อุดมสมบูรณ์ของลำน้ำ และสุดท้ายจะกระทบถึงแหล่งผลิตอาหารสำคัญของผู้คนในภูมิภาคและระดับโลก
เครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา ร่วมกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม จัดค่ายเยาวชนนานาชาติลุ่มน้ำโขง วันที่ ๗ - ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๑ ณ จ.เชียงใหม่ โดยมีตัวแทนเยาวชนจากประเทศไทย ลาว พม่า เวียดนาม และกัมพูชา เพื่อมาเรียนรู้แลกเปลี่ยนสถานการณ์และทิศทางการพัฒนาประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และเตรียมจัดงานเวทีภาคประชาชนอาเซียน (ASEAN People Forum) ในเดือนธันวาคม
เยาวชนในลุ่มน้ำโขงได้เรียนรู้เรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมของดินแดนล้านนา เชียงใหม่จากวิทยากร ได้เห็นพลวัตรและพลังของท้องถิ่นในการรักษาวัฒนธรรมของชาวล้านนา เพื่อต่อรองกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามา เยาวชนที่เข้าร่วมยังได้ฝึกทำของเล่นจากล้านนา ไม่ว่าจะเป็นตัวจักสานจากตอกหรือตัดกระดาษตุงใส้หมู เป็นที่สนุกสนานของเยาวชนที่ได้เข้าร่วมกันถ้วนหน้า
วันต่อมา ได้เรียนรู้เรื่องกระบวนการทำงานของระบบทุนนิยม โดยผ่านกิจกรรมผ่านประสบการณ์ คือ “เกมโลกาภิวัตน์” มีการแบ่งผู้เล่นออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มเปรียบเหมือนเป็นประเทศที่มีทรัพยากรแตกต่างกัน แต่ละประเทศต้องการขายสินค้าของตนเอง จึงต้องมีการร่วมมือกัน หรือบางครั้งก็ต้องขัดขวางประเทศคู่แข่ง ผลจากการเล่นเกมนี้ เยาวชนที่ได้เล่นต่างมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมถึงจิตใจแบบทุนนิยม และสรุปออกมาได้ว่าเมื่อเอาตัวเงินเป็นเป้าหมาย แต่ละคนก็พร้อมที่จะทำลายทรัพยากรทั้งของตัวเองและเพื่อนบ้านลง เพียงเพื่อให้ได้ผลกำไรสูงสุดเท่านั้นเอง
สิ่งที่ได้รับจากการพัฒนาตามแนวทางทุนนิยมเต็มขั้น ที่แฝงมาในนามของโลกาภิวัตน์ จึงมีมากกว่าทำให้สังคมทันสมัยและสะดวกสบายขึ้นเท่านั้น แต่ยังได้กวาดพัดเอาวัฒนธรรมภูมิปัญญาและวิถีชีวิตที่อยู่ร่วมกับสังคมโลกเบียดหายไปอีกด้วย ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ต่างก็หลีกไม่พ้นจากกระแสและวิถีทางพัฒนาที่ทำลายล้างตามแนวทุนนิยม
เหล่าเยาวชนลุ่มแม่น้ำโขงในฐานะที่เป็นสมาชิกพลเมืองของลุ่มน้ำโขง จึงมีภาระกิจอันสำคัญ ในการร่วมมือกันคิดค้นแสวงหาทางเลือก ทางออกจากปัญหาที่ต่างประสบด้วยกัน เริ่มต้นจากการเรียนรู้ทางออกของปัญหาของโลกาภิวัตน์ จากประสบการณ์จริง ของกลุ่มชาวบ้านที่ช่วยกันหาทางเลือกที่ยังคงไว้ซึ่งธรรมชาติที่สมดุลย์ วัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลายเพื่อหลุดพ้นจากกระแสทุนนิยมและระบบตลาด
การเปลี่ยนแปลงที่บ้านแม่ทา จ.เชียงใหม่ เริ่มจากการเปลี่ยนการทำเกษตรแบบพื้นบ้านมาสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวจากการสนับสนุนของบริษัท สวน ไร่ นาแบบดั้งเดิมถูกแปรเปลี่ยนเป็นไร่ข้าวโพดฝักอ่อน ด้วยคำมั่นสัญญาจากบริษัทว่าจะประกันราคาให้กับชาวบ้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ข้าวโพดฝักอ่อนไม่ได้ช่วยให้ชาวบ้านแม่ทาสามารถปลดเปลื้องจากพันธนาการหนี้สินลงได้ ซ้ำร้ายยังเป็นหนี้สินยิ่งกว่าเดิม
หลายคนยังคงทุ่มเทลงแรงตามคำชักชวนและหว่านล้อมของบริษัท และหลายคนเริ่มตั้งคำถามและพิสูจน์ให้เห็นว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ไม่ได้ช่วยให้ชาวบ้านหลุดพ้นจากวงจรความยากจนลงเลย หนี้สินพอกพูนจากต้นทุนที่สูงขึ้น ปัญหาสุขภาพจากการเร่งใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง พืชผักพื้นบ้านที่ลดน้อยลง
จนวันหนึ่งต้องเปลี่ยนวิธีคิดหันมาทบทวน มาสู่การปรับเปลี่ยนจากการโหมทุ่มเทกับการเกษตรเชิงเดี่ยวมาสู่วิถีชีวิตที่เรียบง่าย กินในสิ่งที่ปลูก ปลูกในสิ่งที่กิน
พ่อพัฒน์ อภัยมูล ผู้นำชุมชนบ้านแม่ทาเล่าให้ฟังว่า “ยิ่งปลูกข้าวโพดหวานก็ยิ่งเป็นหนี้ จึงลองมาทำบัญชีชีวิต ทำให้เห็นความจริงว่า ผลผลิตที่ได้มาได้ไม่เท่ากับที่ลงทุนไป จึงคิดว่าต้องเลิกการผลิตแบบเดิม และกลับมาควบคุมรายจ่าย ยึดหลักกินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กิน จึงทำให้พ่อหลุดพ้นจากกับดักความยากจนลงได้”
จากการผลิตเพื่อขาย มาเป็นการผลิตเพื่อบริโภค ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใส่ปุ๋ย ใส่ยาฆ่าแมลง ได้ผลผลิตเก็บไว้กิน มีเหลือจึงขาย เป็นการลดต้นทุนการผลิต และผลิตสินค้าที่ปลอดภัยจากสารเคมีต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค จึงเรียกได้ว่าเป็นเป็นเกษตรกรรมยั่งยืน
พร้อมกันนี้ พ่อพัฒน์ยังได้ชักชวนเพื่อนบ้านในชุมชนให้หันมาทำการผลิตแบบเกษตรยั่งยืน ทำให้มีชาวบ้านจำนวนมากกลับมาให้ความสำคัญกับชีวิตที่เรียบง่ายไม่ไหลตามกระแสทุนนิยมจากภายนอก
เพื่อนเยาวชนจากหลากหลายประเทศต่างได้เรียนรู้เกษตรกรรมยั่งยืนจากการปฎิบัติจริง โดยแบ่งกลุ่มออกไปพักตามบ้านชาวบ้านเรียนรู้ในการใช้ชีวิตตามวิถีท้องถิ่น ฝึกการเก็บผักหาปลาด้วยตนเอง ใครจะไปรู้ว่าที่ดินเกษตรกรรมยั่งยืนเพียง ๑ ไร่ กับ ๓ งานของพ่อเจริญ สามารถทำให้พ่อปลดเปลื้องหนี้สินจากการปลูกข้าวโพดอ่อนแล้วขาดทุน สวนของพ่อเจริญมีพันธุ์พืชผักมากกว่า ๑๐๐ ชนิด สามารถเก็บกินได้ตลอดทั้งปีไม่มีอด
เกษตรกรรมยั่งยืนของชาวชุมชนบ้านแม่ทา ได้กลายเป็นต้นแบบของการกลับมาสู่รากฐานของวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีวิถีการผลิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ วางอยู่บนฐานความเชื่อเคารพและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลย์ ไม่เบียดเบียน อันเป็นหลักการที่ขัดแย้งกับแนวทางของทุนนิยม ที่มุ่งเอาเปรียบ กอบโกย และตักตวง
ทางเลือกและทางออกของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ที่ดูเหมือนว่าจะวางอยู่บนทางสองแพร่ง ระหว่างการเดินตามโมเดลพัฒนาไปสู่ความทันสมัยอย่างสุดจิตใจ กับการกลับคืนสู่รากเหง้าของวิถีบรรพชน
แต่อันที่จริงแล้ว คำตอบน่าจะเป็นส่วนที่ผสมผสานระหว่างความรู้ เทคโนโลยีใหม่-เก่า อย่างสดุลย์ เป็นมิตรต่อโลกและสิ่งแวดล้อม สามารถกำหนดแนวทางพัฒนาตามเงื่อนไข ความสอดคล้องและเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ให้มากเท่าๆ กับ ความเจริญของบ้านเมือง ความสมบูรณ์พูนสุขของพลเมือง
ในช่วงท้าย เยาวชนแต่ละประเทศได้สรุปการเรียนรู้และต่างวางแผนการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะมีการจัดงานร่วมกันในชื่อ เวทีภาคปะชาชนอาเซียน วันที่ ๒๐ – ๒๒ กุมภาพันธ์ ในงานนี้ นอกจากเยาวชนลุ่มน้ำโขงแล้ว ยังมีพบกับเพื่อนเยาวชนจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงค์โปร์ ฯลฯ เพื่อร่วมแสดงพลังนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาภูมิภาค ไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพต่อไปในอนาคต
วันที่ ๗ – ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๑ จ.เชียงใหม่
เครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา ร่วมกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม จัดค่ายเยาวชนนานาชาติลุ่มน้ำโขง วันที่ ๗ - ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๑ ณ จ.เชียงใหม่ โดยมีตัวแทนเยาวชนจากประเทศไทย ลาว พม่า เวียดนาม และกัมพูชา เพื่อมาเรียนรู้แลกเปลี่ยนสถานการณ์และทิศทางการพัฒนาประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และเตรียมจัดงานเวทีภาคประชาชนอาเซียน (ASEAN People Forum) ในเดือนธันวาคม
เยาวชนในลุ่มน้ำโขงได้เรียนรู้เรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมของดินแดนล้านนา เชียงใหม่จากวิทยากร ได้เห็นพลวัตรและพลังของท้องถิ่นในการรักษาวัฒนธรรมของชาวล้านนา เพื่อต่อรองกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามา เยาวชนที่เข้าร่วมยังได้ฝึกทำของเล่นจากล้านนา ไม่ว่าจะเป็นตัวจักสานจากตอกหรือตัดกระดาษตุงใส้หมู เป็นที่สนุกสนานของเยาวชนที่ได้เข้าร่วมกันถ้วนหน้า
วันต่อมา ได้เรียนรู้เรื่องกระบวนการทำงานของระบบทุนนิยม โดยผ่านกิจกรรมผ่านประสบการณ์ คือ “เกมโลกาภิวัตน์” มีการแบ่งผู้เล่นออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มเปรียบเหมือนเป็นประเทศที่มีทรัพยากรแตกต่างกัน แต่ละประเทศต้องการขายสินค้าของตนเอง จึงต้องมีการร่วมมือกัน หรือบางครั้งก็ต้องขัดขวางประเทศคู่แข่ง ผลจากการเล่นเกมนี้ เยาวชนที่ได้เล่นต่างมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมถึงจิตใจแบบทุนนิยม และสรุปออกมาได้ว่าเมื่อเอาตัวเงินเป็นเป้าหมาย แต่ละคนก็พร้อมที่จะทำลายทรัพยากรทั้งของตัวเองและเพื่อนบ้านลง เพียงเพื่อให้ได้ผลกำไรสูงสุดเท่านั้นเอง
สิ่งที่ได้รับจากการพัฒนาตามแนวทางทุนนิยมเต็มขั้น ที่แฝงมาในนามของโลกาภิวัตน์ จึงมีมากกว่าทำให้สังคมทันสมัยและสะดวกสบายขึ้นเท่านั้น แต่ยังได้กวาดพัดเอาวัฒนธรรมภูมิปัญญาและวิถีชีวิตที่อยู่ร่วมกับสังคมโลกเบียดหายไปอีกด้วย ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ต่างก็หลีกไม่พ้นจากกระแสและวิถีทางพัฒนาที่ทำลายล้างตามแนวทุนนิยม
เหล่าเยาวชนลุ่มแม่น้ำโขงในฐานะที่เป็นสมาชิกพลเมืองของลุ่มน้ำโขง จึงมีภาระกิจอันสำคัญ ในการร่วมมือกันคิดค้นแสวงหาทางเลือก ทางออกจากปัญหาที่ต่างประสบด้วยกัน เริ่มต้นจากการเรียนรู้ทางออกของปัญหาของโลกาภิวัตน์ จากประสบการณ์จริง ของกลุ่มชาวบ้านที่ช่วยกันหาทางเลือกที่ยังคงไว้ซึ่งธรรมชาติที่สมดุลย์ วัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลายเพื่อหลุดพ้นจากกระแสทุนนิยมและระบบตลาด
การเปลี่ยนแปลงที่บ้านแม่ทา จ.เชียงใหม่ เริ่มจากการเปลี่ยนการทำเกษตรแบบพื้นบ้านมาสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวจากการสนับสนุนของบริษัท สวน ไร่ นาแบบดั้งเดิมถูกแปรเปลี่ยนเป็นไร่ข้าวโพดฝักอ่อน ด้วยคำมั่นสัญญาจากบริษัทว่าจะประกันราคาให้กับชาวบ้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ข้าวโพดฝักอ่อนไม่ได้ช่วยให้ชาวบ้านแม่ทาสามารถปลดเปลื้องจากพันธนาการหนี้สินลงได้ ซ้ำร้ายยังเป็นหนี้สินยิ่งกว่าเดิม
หลายคนยังคงทุ่มเทลงแรงตามคำชักชวนและหว่านล้อมของบริษัท และหลายคนเริ่มตั้งคำถามและพิสูจน์ให้เห็นว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ไม่ได้ช่วยให้ชาวบ้านหลุดพ้นจากวงจรความยากจนลงเลย หนี้สินพอกพูนจากต้นทุนที่สูงขึ้น ปัญหาสุขภาพจากการเร่งใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง พืชผักพื้นบ้านที่ลดน้อยลง
จนวันหนึ่งต้องเปลี่ยนวิธีคิดหันมาทบทวน มาสู่การปรับเปลี่ยนจากการโหมทุ่มเทกับการเกษตรเชิงเดี่ยวมาสู่วิถีชีวิตที่เรียบง่าย กินในสิ่งที่ปลูก ปลูกในสิ่งที่กิน
พ่อพัฒน์ อภัยมูล ผู้นำชุมชนบ้านแม่ทาเล่าให้ฟังว่า “ยิ่งปลูกข้าวโพดหวานก็ยิ่งเป็นหนี้ จึงลองมาทำบัญชีชีวิต ทำให้เห็นความจริงว่า ผลผลิตที่ได้มาได้ไม่เท่ากับที่ลงทุนไป จึงคิดว่าต้องเลิกการผลิตแบบเดิม และกลับมาควบคุมรายจ่าย ยึดหลักกินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กิน จึงทำให้พ่อหลุดพ้นจากกับดักความยากจนลงได้”
จากการผลิตเพื่อขาย มาเป็นการผลิตเพื่อบริโภค ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใส่ปุ๋ย ใส่ยาฆ่าแมลง ได้ผลผลิตเก็บไว้กิน มีเหลือจึงขาย เป็นการลดต้นทุนการผลิต และผลิตสินค้าที่ปลอดภัยจากสารเคมีต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค จึงเรียกได้ว่าเป็นเป็นเกษตรกรรมยั่งยืน
พร้อมกันนี้ พ่อพัฒน์ยังได้ชักชวนเพื่อนบ้านในชุมชนให้หันมาทำการผลิตแบบเกษตรยั่งยืน ทำให้มีชาวบ้านจำนวนมากกลับมาให้ความสำคัญกับชีวิตที่เรียบง่ายไม่ไหลตามกระแสทุนนิยมจากภายนอก
เพื่อนเยาวชนจากหลากหลายประเทศต่างได้เรียนรู้เกษตรกรรมยั่งยืนจากการปฎิบัติจริง โดยแบ่งกลุ่มออกไปพักตามบ้านชาวบ้านเรียนรู้ในการใช้ชีวิตตามวิถีท้องถิ่น ฝึกการเก็บผักหาปลาด้วยตนเอง ใครจะไปรู้ว่าที่ดินเกษตรกรรมยั่งยืนเพียง ๑ ไร่ กับ ๓ งานของพ่อเจริญ สามารถทำให้พ่อปลดเปลื้องหนี้สินจากการปลูกข้าวโพดอ่อนแล้วขาดทุน สวนของพ่อเจริญมีพันธุ์พืชผักมากกว่า ๑๐๐ ชนิด สามารถเก็บกินได้ตลอดทั้งปีไม่มีอด
เกษตรกรรมยั่งยืนของชาวชุมชนบ้านแม่ทา ได้กลายเป็นต้นแบบของการกลับมาสู่รากฐานของวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีวิถีการผลิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ วางอยู่บนฐานความเชื่อเคารพและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลย์ ไม่เบียดเบียน อันเป็นหลักการที่ขัดแย้งกับแนวทางของทุนนิยม ที่มุ่งเอาเปรียบ กอบโกย และตักตวง
ทางเลือกและทางออกของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ที่ดูเหมือนว่าจะวางอยู่บนทางสองแพร่ง ระหว่างการเดินตามโมเดลพัฒนาไปสู่ความทันสมัยอย่างสุดจิตใจ กับการกลับคืนสู่รากเหง้าของวิถีบรรพชน
แต่อันที่จริงแล้ว คำตอบน่าจะเป็นส่วนที่ผสมผสานระหว่างความรู้ เทคโนโลยีใหม่-เก่า อย่างสดุลย์ เป็นมิตรต่อโลกและสิ่งแวดล้อม สามารถกำหนดแนวทางพัฒนาตามเงื่อนไข ความสอดคล้องและเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ให้มากเท่าๆ กับ ความเจริญของบ้านเมือง ความสมบูรณ์พูนสุขของพลเมือง
ในช่วงท้าย เยาวชนแต่ละประเทศได้สรุปการเรียนรู้และต่างวางแผนการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะมีการจัดงานร่วมกันในชื่อ เวทีภาคปะชาชนอาเซียน วันที่ ๒๐ – ๒๒ กุมภาพันธ์ ในงานนี้ นอกจากเยาวชนลุ่มน้ำโขงแล้ว ยังมีพบกับเพื่อนเยาวชนจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงค์โปร์ ฯลฯ เพื่อร่วมแสดงพลังนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาภูมิภาค ไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพต่อไปในอนาคต
วันที่ ๗ – ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๑ จ.เชียงใหม่
ชุมชนวัฒนธรรมหัวสำโรงกับพลวัตรชุมชน
ไม่นานมานี้ คณะทำงานเครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญาได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนชุมชนวัฒนธรรมหัวสำโรง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ชุมชนที่นี่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นชุมชนการเรียนรู้อีกชุมชนหนึ่ง เนื่องจากประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มชาวบ้านในชุมชนจัดดำเนินกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาของชุมชน โดยเฉพาะเรื่องปัญหาเศรษฐกิจในชุมชน และการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ของชุมชน
ชุมชนวัฒนธรรมบ้านหัวสำโรง มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน ดังเห็นได้จากภายในชุมชนเต็มไปด้วยวัดร้าง ซึ่งพบมากถึง ๒๐ วัด บางแห่งยังคงสืบเนื่องกิจกรรมมาถึงปัจจับัน บางแห่งเหลือเพียงซากปรักหักพัง และบางแห่งเหลือเพียงชื่อ จากการค้นคว้าของนักโบราณคดีเชื่อว่าชุมชนหัวสำโรงแห่งนี้มีอายุไม่ต่ำกว่าช่วงปลายสมัยอยุธยา
แต่เดิมย้อนกลับไปเมื่อ ๒๐ ปีก่อน ยังไม่มีใครสนใจเศษซากปรักหักพังของกองอิฐมาก่อน ชาวบ้านข้างเคียงค่อยๆ รุกคืบยึดเอาที่ดินของวัดปรับแปลงมาเป็นไร่นาของตนเองไปเกือบหมด ในช่วงหนึ่งเจดีย์วัดร้างต่างๆ ยังต้องผจญกับโจรขุดล่าหาสมบัติ ที่ต่างพากันมาขุดหาของเก่าใต้ฐานเจดีย์จนเป็นช่องโพลง รอวันล้มพังลงมา
ยังโชคดีที่เริ่มมีคนในชุมชนเห็นความสำคัญของการรื้อฟื้นวัดร้างเก่าๆ และเริ่มเก็บค้นข้อมูล ไปเจรจาขอที่คืนจากบรรดาคนที่เอาที่ของวัดไป ด้วยวิธีการแบบสันติวิธี ตั้งแต่การขอรับบริจาคคืน จนถึงการขอซื้อต่อที่ดินคืน แม้ว่าแรกเริ่มเดิมที เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่จะไม่พอใจ แต่เมื่อได้เห็นความตั้งใจของคนทำงาน หลายคนตัดสินใจยกที่คืนให้เพื่อเป็นประโยชน์ส่วนรวม
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมชุมชนชาวนา มาสู่สังคมกึ่งเมืองกึ่งชนบทอย่างหัวสำโรงจึงต้องตอบรับการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การเปลี่ยนวิถีการผลิต ความสัมพันธ์ของคนในชุมชน
น่าสนใจว่าการยืนยันถึงตัวตนของชุมชนจากวัดร้าง ซึ่งสามารถกำหนดอายุของชุมชนอันแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงต่อเนื่องอันยาวนานของชุมชนหัวสำโรงจนมาถึงปัจจุบัน
ที่ผ่านมาชุมชนไทยได้เผชิญกับมรสุมกระแสการพัฒนา ทำลายรากฐานจนสึกกร่อน เปรียบได้กับกาลเวลาและลมฝนได้ทำลายกัดเซาะเจดีย์อุโบสถวัดร้างให้ทรุดโทรมล้มพังไป
แต่ขณะนี้ วัดร้างในชุมชนกลัมมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนและเป็นศูนย์รวมใจของชาวบ้าน ในการรื้อฟื้นอัตลักษณ์ของชุมชนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคมในปัจจุบัน วัดบางแห่งยังคงมีกิจกรรมในชุมชนสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ยังคงเป็นศูนย์กลางของชุมชนไม่เสื่อมคลาย
ในเรื่องของการรวมกลุ่มอาชีพของชาวบ้าน เพื่อตอบสนองและแก้ปัญหาปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวหัวสำโรงก็มีความน่าสนใจไม่น้อย
ชาวบ้านที่นั่นบอกว่า เดิมมีความพยายามรวมกลุ่มอาชีพกลุ่มต่างๆ จากหน่วยงานราชการ ในตอนแรกก็เริ่มด้วยการพาไปดูงานที่นั่นที่นี่ แล้วก็กลับมาทดลองรวมกลุ่มกันทำการผลิตแต่แล้วก็ไปไม่รอด อันเป็นเรื่องเล่ามหากาพสูตรสำเร็จของการรวมกลุ่มชาวบ้านโดยรัฐที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านที่นี่ไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลว เพราะได้รับประสบการณ์จากการทดลองทำผิดทำถูก จนได้ทางออกมาเป็นการรวมกลุ่มเย็บผ้าทำผ้าห่ม เริ่มจากสมาชิกจำนวนน้อย ค่อยๆ ขยายผลจนได้สมาชิกจำนวนหนึ่ง สามารถรับออเดอร์จากลูกค้ารายใหญ่ เดือนหนึ่งขายส่งออกหลายพันผืน และได้กลายเป็นสินค้าโอท๊อปของจังหวัดลพบุรี
นอกจากนี้ ชาวบ้านยังรวมกลุ่มองชีพกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทำน้ำพริก กลุ่มโรงสีข้าวชุมชน โรงน้ำดื่มชุมชน กลุ่มทำขนมทองม้วน และกลุ่มออมทรัพชุมชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มแกนกลางของกลุ่มกิจกรรมหรือกลุ่มอาชีพกลุ่มอื่นทั้งหมดที่มีอยู่ในชุมชน
ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะกลุ่มอาชีพกลุ่มอื่น เป็นเพียงกลุ่มกิจกรรมที่มีชาวบ้านบางส่วนเกี่ยวข้องกับอาชีพนั้นๆ ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมหรือสร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ขณะที่กลุ่มออมทรัพย์มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน และมีเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านสมาชิกทุกคนมาพบปะกันเมื่อถึงเวลานัด จึงเป็นโอกาสสำคัญให้ชาวบ้านได้ว่างเว้นจากการงานของตนมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกับชาวบ้านคนอื่นๆ ในชุมชน
นอกจากนี้ แกนนำชาวบ้านยังได้ใช้โอกาสนี้ในการสื่อสารประชาสัมพันธ์เรื่องราวข่าวสารต่างๆ จากภายนอก หรือต้องการสื่อสารกันภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากมองดูชุมชนหัวสำโรงในฐานะที่เป็นระบบหนึ่ง ระบบในที่นี้ หมายความถึงชุดขององค์ประกอบที่ต่างมีหน้าที่ที่แตกต่างกัน และต่างมีความเกี่ยวข้องความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกันและมีเป้าหมายที่นำไปสู่ความสมดุลต่อเนื่องของระบบ คือการตั้งอยู่ได้ขององค์ประกอบต่างๆ อย่างไรก็ตาม ระบบมีทั้งระบบปิด และระบบเปิด
ระบบปิดไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขภายนอกที่จะเข้ามาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบ หรือทำให้ระบบเสียสมดุลย์ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่เราใฝ่หา นั่นคือ ถึงแม้จะมีเทคโนโลยี วัฒนธรรมจากภายนอกเข้ามาในชุมชน ชุมชนก็จะสามารถดำรงความสมดุลภายในชุมชนได้ แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถหาชุมชนที่กล่าวถึงได้ เพราะในมุมมองเชิงสังคม วัฒนธรรม ชุมชนและสังคมมนุษย์มีเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ค่านิยม พฤติกรรมของคนในสังคมเข้ามากำหนดทิศทางของสังคม
ดังได้กล่าวแล้วว่า ชุมชนไทยเปิดรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรมและเทคโนโลยีการผลิตมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะในบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางของไทย จากกระบวนการปฏิสัมพันธ์กับชุมชนและสังคมภายนอก
แน่นอน ชุมชนหัวสำโรงย่อมเป็นชุมชนระบบเปิด เปิดรับวัฒนธรรม เทคโนโลยี และการเปลี่ยนจากภายนอก หรือกระทั่งการมีอิทธิพลความเปลี่ยนให้กับสังคมและชุมชนภายนอกด้วยเช่นกัน
ชาวบ้านชุมชนหัวสำโรงมีความพยายามปรับตัวเข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามากระทบต่อชุมชน เช่นในด้านเศรษฐกิจ การเข้ามาส่งเสริมการรวมกลุ่มจากทางราชการไม่ได้ช่วยให้กลุ่มประสบความสำเร็จะเกิดความยั่งยืนได้เทียบเท่ากับการคิดค้นและรวมกลุ่มจากการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในชุมชนเอง
กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในชุมชน เป็นการรับเอาความรู้การผลิตจากภายนอกโดยการไปดูงาน ผสมผสานกับความชำนาญในการผลิตของชาวบ้านเป็นทุนเดิม จึงเกิดกลุ่มอาชีพเย็บผ้าห่ม และกลุ่มอืนๆ ตามมา เช่นกลุ่มน้ำพริก กลุ่มทำขนมทองม้วนซึ่งเป็นการผลิตเพื่อเน้นขายภายนอกชุมชนเป็นหลัก แต่ก็มีการรวมกลุ่มที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนด้วยเช่นกัน คือกลุ่มโรงสีข้าวชุมชน กลุ่มทำน้ำดื่มชุมชน และกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ชุมชน ฯลฯ
กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ชุมชนได้กลายเป็นแกนกิจกรรมหลักของชุมชน เนื่องจากเป็นแหล่งระดมทุนภายในชุมชนที่สำคัญและมีประสิทธิภาพยิ่ง ทั้งนี้ เนื่องจากความเข้มแข็งและความรับผิดชอบของผู้นำชุมชน ที่ทำให้กองทุนออมทรัพย์ชุมชนเติบโตสามารถสร้างประโยชน์ให้สมาชิกมีดอกผล และสวัสดิการชุมชนกลับคืนสู่ชาวบ้านในรูปแบบต่างๆ จนได้รับการยอมรับจากชาวบ้านทั้งระดับตำบลและจังหวัด
กระบวนการปรับตัวของชุมชนต่อกระแสโลกาภิวัตน์ มีได้หลายแนวทั้ง ทั้งมาจากการเก็บรวบรวมสิ่งดีดีในชุมชนที่ยังหลงเหลืออยู่ เช่นภูมิปัญญาชาวบ้าน ประวัติศาสตร์ ประเพณีวัฒนธรรม รวมทั้งการเลือกรับเอาสิ่งใหม่จากภายนอกชุมชนเข้ามาปรับรับใช้คนในชุมชน โดยไม่เกิดความขัดแย้งตึงแครียดในชุมชน เช่นระบบวิถีการผลิตแบบใหม่ จนทำให้ชุมชนสามารถปรับตัวระหว่างของเก่าและสิ่งใหม่ ไปสู่ความสมดุลย์ของชุมชนต่อไป
ชุมชนวัฒนธรรมบ้านหัวสำโรง มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน ดังเห็นได้จากภายในชุมชนเต็มไปด้วยวัดร้าง ซึ่งพบมากถึง ๒๐ วัด บางแห่งยังคงสืบเนื่องกิจกรรมมาถึงปัจจับัน บางแห่งเหลือเพียงซากปรักหักพัง และบางแห่งเหลือเพียงชื่อ จากการค้นคว้าของนักโบราณคดีเชื่อว่าชุมชนหัวสำโรงแห่งนี้มีอายุไม่ต่ำกว่าช่วงปลายสมัยอยุธยา
แต่เดิมย้อนกลับไปเมื่อ ๒๐ ปีก่อน ยังไม่มีใครสนใจเศษซากปรักหักพังของกองอิฐมาก่อน ชาวบ้านข้างเคียงค่อยๆ รุกคืบยึดเอาที่ดินของวัดปรับแปลงมาเป็นไร่นาของตนเองไปเกือบหมด ในช่วงหนึ่งเจดีย์วัดร้างต่างๆ ยังต้องผจญกับโจรขุดล่าหาสมบัติ ที่ต่างพากันมาขุดหาของเก่าใต้ฐานเจดีย์จนเป็นช่องโพลง รอวันล้มพังลงมา
ยังโชคดีที่เริ่มมีคนในชุมชนเห็นความสำคัญของการรื้อฟื้นวัดร้างเก่าๆ และเริ่มเก็บค้นข้อมูล ไปเจรจาขอที่คืนจากบรรดาคนที่เอาที่ของวัดไป ด้วยวิธีการแบบสันติวิธี ตั้งแต่การขอรับบริจาคคืน จนถึงการขอซื้อต่อที่ดินคืน แม้ว่าแรกเริ่มเดิมที เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่จะไม่พอใจ แต่เมื่อได้เห็นความตั้งใจของคนทำงาน หลายคนตัดสินใจยกที่คืนให้เพื่อเป็นประโยชน์ส่วนรวม
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมชุมชนชาวนา มาสู่สังคมกึ่งเมืองกึ่งชนบทอย่างหัวสำโรงจึงต้องตอบรับการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การเปลี่ยนวิถีการผลิต ความสัมพันธ์ของคนในชุมชน
น่าสนใจว่าการยืนยันถึงตัวตนของชุมชนจากวัดร้าง ซึ่งสามารถกำหนดอายุของชุมชนอันแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงต่อเนื่องอันยาวนานของชุมชนหัวสำโรงจนมาถึงปัจจุบัน
ที่ผ่านมาชุมชนไทยได้เผชิญกับมรสุมกระแสการพัฒนา ทำลายรากฐานจนสึกกร่อน เปรียบได้กับกาลเวลาและลมฝนได้ทำลายกัดเซาะเจดีย์อุโบสถวัดร้างให้ทรุดโทรมล้มพังไป
แต่ขณะนี้ วัดร้างในชุมชนกลัมมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนและเป็นศูนย์รวมใจของชาวบ้าน ในการรื้อฟื้นอัตลักษณ์ของชุมชนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคมในปัจจุบัน วัดบางแห่งยังคงมีกิจกรรมในชุมชนสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ยังคงเป็นศูนย์กลางของชุมชนไม่เสื่อมคลาย
ในเรื่องของการรวมกลุ่มอาชีพของชาวบ้าน เพื่อตอบสนองและแก้ปัญหาปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวหัวสำโรงก็มีความน่าสนใจไม่น้อย
ชาวบ้านที่นั่นบอกว่า เดิมมีความพยายามรวมกลุ่มอาชีพกลุ่มต่างๆ จากหน่วยงานราชการ ในตอนแรกก็เริ่มด้วยการพาไปดูงานที่นั่นที่นี่ แล้วก็กลับมาทดลองรวมกลุ่มกันทำการผลิตแต่แล้วก็ไปไม่รอด อันเป็นเรื่องเล่ามหากาพสูตรสำเร็จของการรวมกลุ่มชาวบ้านโดยรัฐที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านที่นี่ไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลว เพราะได้รับประสบการณ์จากการทดลองทำผิดทำถูก จนได้ทางออกมาเป็นการรวมกลุ่มเย็บผ้าทำผ้าห่ม เริ่มจากสมาชิกจำนวนน้อย ค่อยๆ ขยายผลจนได้สมาชิกจำนวนหนึ่ง สามารถรับออเดอร์จากลูกค้ารายใหญ่ เดือนหนึ่งขายส่งออกหลายพันผืน และได้กลายเป็นสินค้าโอท๊อปของจังหวัดลพบุรี
นอกจากนี้ ชาวบ้านยังรวมกลุ่มองชีพกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทำน้ำพริก กลุ่มโรงสีข้าวชุมชน โรงน้ำดื่มชุมชน กลุ่มทำขนมทองม้วน และกลุ่มออมทรัพชุมชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มแกนกลางของกลุ่มกิจกรรมหรือกลุ่มอาชีพกลุ่มอื่นทั้งหมดที่มีอยู่ในชุมชน
ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะกลุ่มอาชีพกลุ่มอื่น เป็นเพียงกลุ่มกิจกรรมที่มีชาวบ้านบางส่วนเกี่ยวข้องกับอาชีพนั้นๆ ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมหรือสร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ขณะที่กลุ่มออมทรัพย์มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน และมีเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านสมาชิกทุกคนมาพบปะกันเมื่อถึงเวลานัด จึงเป็นโอกาสสำคัญให้ชาวบ้านได้ว่างเว้นจากการงานของตนมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกับชาวบ้านคนอื่นๆ ในชุมชน
นอกจากนี้ แกนนำชาวบ้านยังได้ใช้โอกาสนี้ในการสื่อสารประชาสัมพันธ์เรื่องราวข่าวสารต่างๆ จากภายนอก หรือต้องการสื่อสารกันภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากมองดูชุมชนหัวสำโรงในฐานะที่เป็นระบบหนึ่ง ระบบในที่นี้ หมายความถึงชุดขององค์ประกอบที่ต่างมีหน้าที่ที่แตกต่างกัน และต่างมีความเกี่ยวข้องความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกันและมีเป้าหมายที่นำไปสู่ความสมดุลต่อเนื่องของระบบ คือการตั้งอยู่ได้ขององค์ประกอบต่างๆ อย่างไรก็ตาม ระบบมีทั้งระบบปิด และระบบเปิด
ระบบปิดไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขภายนอกที่จะเข้ามาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบ หรือทำให้ระบบเสียสมดุลย์ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่เราใฝ่หา นั่นคือ ถึงแม้จะมีเทคโนโลยี วัฒนธรรมจากภายนอกเข้ามาในชุมชน ชุมชนก็จะสามารถดำรงความสมดุลภายในชุมชนได้ แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถหาชุมชนที่กล่าวถึงได้ เพราะในมุมมองเชิงสังคม วัฒนธรรม ชุมชนและสังคมมนุษย์มีเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ค่านิยม พฤติกรรมของคนในสังคมเข้ามากำหนดทิศทางของสังคม
ดังได้กล่าวแล้วว่า ชุมชนไทยเปิดรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรมและเทคโนโลยีการผลิตมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะในบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางของไทย จากกระบวนการปฏิสัมพันธ์กับชุมชนและสังคมภายนอก
แน่นอน ชุมชนหัวสำโรงย่อมเป็นชุมชนระบบเปิด เปิดรับวัฒนธรรม เทคโนโลยี และการเปลี่ยนจากภายนอก หรือกระทั่งการมีอิทธิพลความเปลี่ยนให้กับสังคมและชุมชนภายนอกด้วยเช่นกัน
ชาวบ้านชุมชนหัวสำโรงมีความพยายามปรับตัวเข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามากระทบต่อชุมชน เช่นในด้านเศรษฐกิจ การเข้ามาส่งเสริมการรวมกลุ่มจากทางราชการไม่ได้ช่วยให้กลุ่มประสบความสำเร็จะเกิดความยั่งยืนได้เทียบเท่ากับการคิดค้นและรวมกลุ่มจากการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในชุมชนเอง
กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในชุมชน เป็นการรับเอาความรู้การผลิตจากภายนอกโดยการไปดูงาน ผสมผสานกับความชำนาญในการผลิตของชาวบ้านเป็นทุนเดิม จึงเกิดกลุ่มอาชีพเย็บผ้าห่ม และกลุ่มอืนๆ ตามมา เช่นกลุ่มน้ำพริก กลุ่มทำขนมทองม้วนซึ่งเป็นการผลิตเพื่อเน้นขายภายนอกชุมชนเป็นหลัก แต่ก็มีการรวมกลุ่มที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนด้วยเช่นกัน คือกลุ่มโรงสีข้าวชุมชน กลุ่มทำน้ำดื่มชุมชน และกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ชุมชน ฯลฯ
กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ชุมชนได้กลายเป็นแกนกิจกรรมหลักของชุมชน เนื่องจากเป็นแหล่งระดมทุนภายในชุมชนที่สำคัญและมีประสิทธิภาพยิ่ง ทั้งนี้ เนื่องจากความเข้มแข็งและความรับผิดชอบของผู้นำชุมชน ที่ทำให้กองทุนออมทรัพย์ชุมชนเติบโตสามารถสร้างประโยชน์ให้สมาชิกมีดอกผล และสวัสดิการชุมชนกลับคืนสู่ชาวบ้านในรูปแบบต่างๆ จนได้รับการยอมรับจากชาวบ้านทั้งระดับตำบลและจังหวัด
กระบวนการปรับตัวของชุมชนต่อกระแสโลกาภิวัตน์ มีได้หลายแนวทั้ง ทั้งมาจากการเก็บรวบรวมสิ่งดีดีในชุมชนที่ยังหลงเหลืออยู่ เช่นภูมิปัญญาชาวบ้าน ประวัติศาสตร์ ประเพณีวัฒนธรรม รวมทั้งการเลือกรับเอาสิ่งใหม่จากภายนอกชุมชนเข้ามาปรับรับใช้คนในชุมชน โดยไม่เกิดความขัดแย้งตึงแครียดในชุมชน เช่นระบบวิถีการผลิตแบบใหม่ จนทำให้ชุมชนสามารถปรับตัวระหว่างของเก่าและสิ่งใหม่ ไปสู่ความสมดุลย์ของชุมชนต่อไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)