วันพฤหัสบดี, มีนาคม ๒๖, ๒๕๕๒

กระบวนการเรียนรู้ในชุมชน (ตอนที่ ๑)


การจัดกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนในชุมชนนั้น มีอยู่หลากหลายวิธี หากแต่วิธีการจัดการเรียนรู้ที่นิยมใช้กันมาก คือการทำค่ายเยาวชน ในการทำค่ายแต่ละครั้ง ก็มีการกำหนดวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่แตกต่างกันไป

ตัวอย่างของค่าย ไม่ว่าจะเป็นค่ายศึกษาสิ่งแวดล้อม ค่ายศึกษาธรรมชาติ ค่ายเรียนรู้วัฒนธรรม ภูมิปัญญา หรือค่ายเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพเยาวชน ทั้งที่เป็นศักยภาพในด้านทักษะ ความสามารถในระดับบุคคลและระดับกลุ่ม เช่นการทำงานเป็นทีม เป็นต้น

ค่ายการเรียนรู้ ถือว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ก็เพราะการจัดค่ายแต่ละครั้ง ผู้จัดกระบวนการสามารถยึดกุมเป้าหมายและกระบวนการเรียนรู้ภายในค่าย มีระยะเวลาที่ชัดเจน อยู่ภายในสถานที่ปิด และเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบ 1 Stop นั่นคือ สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถจบหรือบรรลุเป้าหมายได้ภายในค่ายเดียว

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเรียนรู้แบบค่าย ในตัวของมันเอง ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ ค่ายอาจทำให้ผู้จัดกระบวนการบรรลุตามวัตถุประสงค์ตามค่ายได้

แต่ค่ายส่วนใหญ่นั้น เป็นเพียงการจัดการเรียนรู้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน เฉพาะอย่าง ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการบรรลุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาเยาวชนอย่างครบมิติ รอบด้าน
ในขณะที่กระบวนการเรียนรู้ ประกอบด้วยชุดของกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งอาจเป็นกิจกรรมที่หลากหลาย ค่ายจึงถือเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้เท่านั้น

ดังนั้นแล้ว การพัฒนาเยาวชนทั้งในช่วงก่อน หรือหลังค่าย ก็เป็นกระบวนการสำคัญไม่แพ้กระบวนการในค่าย การดูแลเอาใจใส่ หมั่นสังเกตพฤติกรรมของเยาวชนการมอบหมายหน้าที่ ความรับผิดชอบ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาเยาวชนที่ไม่อาจมองข้ามได้

ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติ ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ มีรูปแบบและแนวทางพัฒนาการเรียนรู้ให้กับเยาวชนหลากหลายรูปแบบมากกว่าค่าย ซึ่งมีทั้งรูปแบบที่เป็นทางการ เช่นให้เรียนรู้จากการฝึกทำงานจริง หรือรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ อาศัยระบบความสัมพันธ์แบบพี่-น้อง ในการสั่งสอนตักเตือน หรือช่วยเป็นที่ปรึกษาให้กับเยาวชนในทุกเรื่อง (ยกเว้นเรื่องเงิน!)

เพราะฉะนั้นแล้ว ในบทบาทของผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเยาวชน จึงควรให้ความสำคัญกับ การพัฒนาเยาวชน ในระดับกระบวนการ มากกว่ามองเป้าหมายของการเรียนรู้ในระดับกิจกรรม

ในการทำงานของเครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา สนับสนุนให้เยาวชนมีบทบาทในการเรียนรู้และพัฒนาองค์ความรู้ของชุมชน ที่ผ่านมา กระบวนการทำงานของเครือข่ายได้ร่วมกันพัฒนาขั้นตอน กระบวนการเรียนรู้ภูมิปัญญาเบื้องต้น โดยเริ่มจากการรู้จักชุมชนของตนเอง ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ความเชื่อ เศรษฐกิจ ระบบประเพณี วัฒนธรรม แล้วนำความรู้ที่ได้ มานำเสนอให้กับคนในชุมชนหรือจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเยาวชนรุ่นน้องต่อไป

จึงเป็นที่น่าสนใจว่า เราจะสามารถยกระดับการเรียนรู้ของเครือข่าย ขึ้นมาเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ชุมชนได้หรือไม่ และหากสามารถทำได้ ควรจะมีแนวทางอย่างไร ในที่นี้ ผู้เขียนจะขอทดลองนำเสนอแนวทางการยกระดับกระบวนการเรียนรู้ เพื่อเป็นก้อนอิฐก้อนแรก ของเครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา ให้เป็นฐานรากของการก่อรูปพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ระดับชุมชนที่เป็นของชุมชนจริงๆ

โปรดติดตามตอนต่อไป........

วันพุธ, มีนาคม ๐๔, ๒๕๕๒

ทบทวนภูมิปัญญา ท้าทายความรู้

บทความนี้ ขอคัดลอกมาจากหนังสือ "ภูมิปัญญากับการสร้างพลังชุมชน" ของศูนย์มานุษยวิทยา เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสมใจและสอดคล้องกับการพัฒนาและต่อยอดของคนทำงานทางวัฒนธรรม เพื่อไม่ให้ตกหลงไปอยู่ในวังวนของการทพงานเฉพาะหน้า โดยหลงลืมเป้าหมาย หรือปรากฎการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่นะครับ
ขอเชิญชมได้เลยครับ

"ทบทวนภูมิปัญญา ท้าทายความรู้"

ภูมิปัญญาหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายทั่วไปในสังคม และในวงการต่างๆ ทั้งของรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน นอกจากนั้น ยังเป็นคำที่คาบเกี่ยวกับคำอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง เช่นความรู้ท้องถิ่น ความรู้ของชาวบ้าน ภูมิปัญญาชาวบ้าน ความรู้พื้นบ้าน คำเหล่านี้อาจจะเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงเวลาประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมา และได้รับแรงส่งเสริมผลักดันจากกระแสสังคมที่เป็นปฏิกิริยาต่อต้านโลกาภิวัตน์ เกิดการหันมาเน้นความสำคัญของท้องถิ่น และยกย่องความรู้และวิถีชีวิตแบบท้องถิ่น มองเห็นความงดงาม ความลุ่มลึกของวิถีชีวิตของคนธรรมดาสามัญ ชาวบ้านที่ห่างไกลความก้าวหน้าทางวัตถุเทคโนโลยี

ถึงแม้ว่าความคิดเรื่องภูมิปัญญาจะเป็นสิ่งที่ยอมรับกันทั่วไปว่ามีคุณค่า แต่การเข้าใจว่าภูมิปัญญาคืออะไร แตกต่างหรือไม่แตกต่างจากองค์ความรู้อย่างไร ก็ยังเป็นสิ่งที่มีความคลุมเครืออยู่มาก รวมทั้งการใช้คำนี้ในชีวิตประจำวัน หรือการนำไปใช้ในการเคลื่อนไหวทางสังคม ก็มีความหลากหลาย บางทีก็ใช้กับผลิตภัณฑ์หรือเทคนิควิธี บางทีก็ใช้กับกระบวนการทางสังคมของการถ่ายทอดความรู้ หรือบางทีก็หมายถึงตัวบุคคล นอกจากนั้น การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ก็ดูมีเป้าหมายและรูปแบบที่ขัดแย้งกัน เช่นระหว่างการส่งเสริมให้ชาวบ้านเกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเองเพื่อเป็นพลังแก่ชุมชนกับการส่งเสริมในรูปแบบของสินค้า เพื่อการบริโภคของนักท่องเที่ยว หรือระหว่างความเป็นท้องถิ่นนิยมกับความเป็นชาตินิยม และในขณะเดียวกัน ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การมุ่งแต่จะส่งเสริมภูมิปัญญา โดยปราศจากการใคร่ครวญพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบ แทนที่จะเกิดความงอกงาม อาจจะนำไปสู่ความอับจนปัญญา

ดังนั้น หากเราพิจารณาภูมิปัญญาในฐานะที่เป็นมโนทัศน์ ที่ใช้วิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม จึงยังควรมีคำถามที่ควรจะช่วยกันตอบอยู่อีกมาก ในแง่หนึ่ง นักมานุษยวิทยามีความสนใจในภูมิปัญญาในฐานะที่เป็นระบบความรู้ประเภทหนึ่งที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากความรู้สมัยใหม่ หรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และมีผู้ที่พยายามแยกแยะ ดึงเอาความแตกต่างของระบบความรู้สองแบบนี้ออกมาต่างๆ กัน เช่น ความรู้ที่เฉพาะเจาะจง/ความรู้สากล ความรู้เชิงปฏิบัติ/ความรู้เชิงวิเคราะห์ ความรู้ท้องถิ่นโลกที่สาม/ความรู้ตะวันตก ความรู้แบบมุขปาฐะ/ความรู้ที่ใช้ตัวหนังสือ ในอีกแง่หนึ่ง นักมานุษยวิทยาบางกลุ่มเห็นว่า การจำแนกความรู้เป็นคู่ตรงข้ามเช่นนี้เป็นเรื่องสุดโต่งเกินไป ภูมิปัญญาชาวบ้านมีลักษณะของการผสมผสาน ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา จึงไม่มีภูมิปัญญาที่บริสุทธิ์ หรือวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ตามแม่แบบที่เป็นอุดมคติ

นอกจากนั้น การมองเรื่องภูมิปัญญาและระบบความรู้ในอีกกระแสความคิดหนึ่งเสนอว่า ระบบความรู้ไม่ว่าของพื้นบ้านหรือระบบสากล ล้วนเป็นผลผลิตทางสังคมที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของแต่ละยุคสมัย ภายใต้ปฏิบัติการของอำนาจที่คัดสรร กลั่นกรองและกำหนดคุณค่าว่า ความรู้ชนิดใด เรื่องใด สมควรที่จะได้รับการเปิดเผยและเชิดชู และแบบใดสมควรถูกเพิกเฉย หรือปกปิดไว้ ดังนั้นความรู้ทุกอย่างจึงเผยความจริงบางสิ่ง และอำพรางซ่อนเร้นบางสิ่งอยู่เสมอ

จาก “บทนำ” ใน ภูมิปัญญากับการสร้างพลังชุมชน
หนังสือรวมบทความจากการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยา ครั้งที่ ๓
เรื่อง "ทบทวนภูมิปัญญา ท้าทายความรู้"