วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ ๒๖, ๒๕๕๒

ค่ายเยาวชนนานาชาติลุ่มน้ำโขง

โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ตลอดลำน้ำโขง ไม่คำนึงถึงความสมดุลย์ของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่หลากหลายและแหล่งวัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นำไปสู่การทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ระบบนิเวศน์วิทยาที่อุดมสมบูรณ์ของลำน้ำ และสุดท้ายจะกระทบถึงแหล่งผลิตอาหารสำคัญของผู้คนในภูมิภาคและระดับโลก

เครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา ร่วมกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม จัดค่ายเยาวชนนานาชาติลุ่มน้ำโขง วันที่ ๗ - ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๑ ณ จ.เชียงใหม่ โดยมีตัวแทนเยาวชนจากประเทศไทย ลาว พม่า เวียดนาม และกัมพูชา เพื่อมาเรียนรู้แลกเปลี่ยนสถานการณ์และทิศทางการพัฒนาประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และเตรียมจัดงานเวทีภาคประชาชนอาเซียน (ASEAN People Forum) ในเดือนธันวาคม

เยาวชนในลุ่มน้ำโขงได้เรียนรู้เรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมของดินแดนล้านนา เชียงใหม่จากวิทยากร ได้เห็นพลวัตรและพลังของท้องถิ่นในการรักษาวัฒนธรรมของชาวล้านนา เพื่อต่อรองกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามา เยาวชนที่เข้าร่วมยังได้ฝึกทำของเล่นจากล้านนา ไม่ว่าจะเป็นตัวจักสานจากตอกหรือตัดกระดาษตุงใส้หมู เป็นที่สนุกสนานของเยาวชนที่ได้เข้าร่วมกันถ้วนหน้า

วันต่อมา ได้เรียนรู้เรื่องกระบวนการทำงานของระบบทุนนิยม โดยผ่านกิจกรรมผ่านประสบการณ์ คือ “เกมโลกาภิวัตน์” มีการแบ่งผู้เล่นออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มเปรียบเหมือนเป็นประเทศที่มีทรัพยากรแตกต่างกัน แต่ละประเทศต้องการขายสินค้าของตนเอง จึงต้องมีการร่วมมือกัน หรือบางครั้งก็ต้องขัดขวางประเทศคู่แข่ง ผลจากการเล่นเกมนี้ เยาวชนที่ได้เล่นต่างมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมถึงจิตใจแบบทุนนิยม และสรุปออกมาได้ว่าเมื่อเอาตัวเงินเป็นเป้าหมาย แต่ละคนก็พร้อมที่จะทำลายทรัพยากรทั้งของตัวเองและเพื่อนบ้านลง เพียงเพื่อให้ได้ผลกำไรสูงสุดเท่านั้นเอง

สิ่งที่ได้รับจากการพัฒนาตามแนวทางทุนนิยมเต็มขั้น ที่แฝงมาในนามของโลกาภิวัตน์ จึงมีมากกว่าทำให้สังคมทันสมัยและสะดวกสบายขึ้นเท่านั้น แต่ยังได้กวาดพัดเอาวัฒนธรรมภูมิปัญญาและวิถีชีวิตที่อยู่ร่วมกับสังคมโลกเบียดหายไปอีกด้วย ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ต่างก็หลีกไม่พ้นจากกระแสและวิถีทางพัฒนาที่ทำลายล้างตามแนวทุนนิยม

เหล่าเยาวชนลุ่มแม่น้ำโขงในฐานะที่เป็นสมาชิกพลเมืองของลุ่มน้ำโขง จึงมีภาระกิจอันสำคัญ ในการร่วมมือกันคิดค้นแสวงหาทางเลือก ทางออกจากปัญหาที่ต่างประสบด้วยกัน เริ่มต้นจากการเรียนรู้ทางออกของปัญหาของโลกาภิวัตน์ จากประสบการณ์จริง ของกลุ่มชาวบ้านที่ช่วยกันหาทางเลือกที่ยังคงไว้ซึ่งธรรมชาติที่สมดุลย์ วัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลายเพื่อหลุดพ้นจากกระแสทุนนิยมและระบบตลาด

การเปลี่ยนแปลงที่บ้านแม่ทา จ.เชียงใหม่ เริ่มจากการเปลี่ยนการทำเกษตรแบบพื้นบ้านมาสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวจากการสนับสนุนของบริษัท สวน ไร่ นาแบบดั้งเดิมถูกแปรเปลี่ยนเป็นไร่ข้าวโพดฝักอ่อน ด้วยคำมั่นสัญญาจากบริษัทว่าจะประกันราคาให้กับชาวบ้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ข้าวโพดฝักอ่อนไม่ได้ช่วยให้ชาวบ้านแม่ทาสามารถปลดเปลื้องจากพันธนาการหนี้สินลงได้ ซ้ำร้ายยังเป็นหนี้สินยิ่งกว่าเดิม

หลายคนยังคงทุ่มเทลงแรงตามคำชักชวนและหว่านล้อมของบริษัท และหลายคนเริ่มตั้งคำถามและพิสูจน์ให้เห็นว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ไม่ได้ช่วยให้ชาวบ้านหลุดพ้นจากวงจรความยากจนลงเลย หนี้สินพอกพูนจากต้นทุนที่สูงขึ้น ปัญหาสุขภาพจากการเร่งใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง พืชผักพื้นบ้านที่ลดน้อยลง

จนวันหนึ่งต้องเปลี่ยนวิธีคิดหันมาทบทวน มาสู่การปรับเปลี่ยนจากการโหมทุ่มเทกับการเกษตรเชิงเดี่ยวมาสู่วิถีชีวิตที่เรียบง่าย กินในสิ่งที่ปลูก ปลูกในสิ่งที่กิน

พ่อพัฒน์ อภัยมูล ผู้นำชุมชนบ้านแม่ทาเล่าให้ฟังว่า “ยิ่งปลูกข้าวโพดหวานก็ยิ่งเป็นหนี้ จึงลองมาทำบัญชีชีวิต ทำให้เห็นความจริงว่า ผลผลิตที่ได้มาได้ไม่เท่ากับที่ลงทุนไป จึงคิดว่าต้องเลิกการผลิตแบบเดิม และกลับมาควบคุมรายจ่าย ยึดหลักกินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กิน จึงทำให้พ่อหลุดพ้นจากกับดักความยากจนลงได้”

จากการผลิตเพื่อขาย มาเป็นการผลิตเพื่อบริโภค ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใส่ปุ๋ย ใส่ยาฆ่าแมลง ได้ผลผลิตเก็บไว้กิน มีเหลือจึงขาย เป็นการลดต้นทุนการผลิต และผลิตสินค้าที่ปลอดภัยจากสารเคมีต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค จึงเรียกได้ว่าเป็นเป็นเกษตรกรรมยั่งยืน

พร้อมกันนี้ พ่อพัฒน์ยังได้ชักชวนเพื่อนบ้านในชุมชนให้หันมาทำการผลิตแบบเกษตรยั่งยืน ทำให้มีชาวบ้านจำนวนมากกลับมาให้ความสำคัญกับชีวิตที่เรียบง่ายไม่ไหลตามกระแสทุนนิยมจากภายนอก

เพื่อนเยาวชนจากหลากหลายประเทศต่างได้เรียนรู้เกษตรกรรมยั่งยืนจากการปฎิบัติจริง โดยแบ่งกลุ่มออกไปพักตามบ้านชาวบ้านเรียนรู้ในการใช้ชีวิตตามวิถีท้องถิ่น ฝึกการเก็บผักหาปลาด้วยตนเอง ใครจะไปรู้ว่าที่ดินเกษตรกรรมยั่งยืนเพียง ๑ ไร่ กับ ๓ งานของพ่อเจริญ สามารถทำให้พ่อปลดเปลื้องหนี้สินจากการปลูกข้าวโพดอ่อนแล้วขาดทุน สวนของพ่อเจริญมีพันธุ์พืชผักมากกว่า ๑๐๐ ชนิด สามารถเก็บกินได้ตลอดทั้งปีไม่มีอด

เกษตรกรรมยั่งยืนของชาวชุมชนบ้านแม่ทา ได้กลายเป็นต้นแบบของการกลับมาสู่รากฐานของวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีวิถีการผลิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ วางอยู่บนฐานความเชื่อเคารพและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลย์ ไม่เบียดเบียน อันเป็นหลักการที่ขัดแย้งกับแนวทางของทุนนิยม ที่มุ่งเอาเปรียบ กอบโกย และตักตวง

ทางเลือกและทางออกของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ที่ดูเหมือนว่าจะวางอยู่บนทางสองแพร่ง ระหว่างการเดินตามโมเดลพัฒนาไปสู่ความทันสมัยอย่างสุดจิตใจ กับการกลับคืนสู่รากเหง้าของวิถีบรรพชน

แต่อันที่จริงแล้ว คำตอบน่าจะเป็นส่วนที่ผสมผสานระหว่างความรู้ เทคโนโลยีใหม่-เก่า อย่างสดุลย์ เป็นมิตรต่อโลกและสิ่งแวดล้อม สามารถกำหนดแนวทางพัฒนาตามเงื่อนไข ความสอดคล้องและเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ให้มากเท่าๆ กับ ความเจริญของบ้านเมือง ความสมบูรณ์พูนสุขของพลเมือง

ในช่วงท้าย เยาวชนแต่ละประเทศได้สรุปการเรียนรู้และต่างวางแผนการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะมีการจัดงานร่วมกันในชื่อ เวทีภาคปะชาชนอาเซียน วันที่ ๒๐ – ๒๒ กุมภาพันธ์ ในงานนี้ นอกจากเยาวชนลุ่มน้ำโขงแล้ว ยังมีพบกับเพื่อนเยาวชนจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงค์โปร์ ฯลฯ เพื่อร่วมแสดงพลังนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาภูมิภาค ไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพต่อไปในอนาคต

วันที่ ๗ – ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๑ จ.เชียงใหม่

ไม่มีความคิดเห็น: