วันพุธ, สิงหาคม ๑๒, ๒๕๕๒

องค์ความรู้ชุมชนกับการศึกษาทางเลือก

“ที่ไหนมีคน ที่นั่นมีการเรียนรู้” ยังเป็นประโยคที่ใช้ได้อยู่เสมอ ถึงแม้เราจะนึกว่าความรู้ส่วนใหญ่มีอยู่แต่ที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย แต่แท้ที่จริงแล้ว เรากลับหลงลืมไปว่าความรู้นั้นสามารถเกิดได้ทุกที่ที่มีการเรียนรู้

ในชุมชนก็เฉกเช่นเดียวกัน อดีตของชุมชนนั้น มีการสร้างการเรียนรู้ของตนเองมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยผ่านประสบการณ์การเรียนรู้และสืบทอดระหว่างรุ่นต่อรุ่น

คนในชุมชนล้วนมีส่วนร่วมในการก่อรูปก่อร่างความรู้ของตนเอง อันเป็นความรู้ที่สอดคล้องเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ของคนในชุมชน เหมาะสมกับพื้นฐานทางวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นนั้น ซึ่งรวมถึงความยั่งยืนของการจัดการทรัพยากรในชุมชนอีกด้วย

การเรียนรู้และสืบทอดที่ไม่หยุดนิ่งในแต่ละชุมชนนี่เอง ที่ถือว่าเป็นรูปแบบการเรียนรู้อย่างหนึ่งของชุมชน หากเพียงแต่ว่าที่ผ่านมา ความรู้เหล่านี้ไม่เคยได้รับการยกย่องจากสถาบันการศึกษาเท่าที่ควร ด้วยเหตุที่มองไม่เห็นว่าชาวบ้านนั้นเรียนรู้กันอย่างไร

ทั้งนี้ เป็นเพราะความรู้ของชุมชน มีลักษณะหรือรูปแบบที่แตกต่างจากความรู้สมัยใหม่ในโรงเรียน หรือที่ครูอาจารย์สอนกันในมหาวิทยาลัย ความรู้ชุมชนเป็นความรู้จากประสบการณ์ลองผิด ลองถูกของชุมชน ค่อยๆ สั่งสมออกมาอยู่ในรูปของข้อห้าม ความเชื่อ ประเพณีปฏิบัติ ขณะที่ความรู้สมัยใหม่เกิดจากการทดลองจนสรุปเป็นกฎ ทฤษฎี และออกมาอยู่ในรูปแบบของตำรา คู่มือ

เมื่อความรู้ของชุมชนและความรู้สมัยใหม่อยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน จึงทำให้กระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดแตกต่างกันไปด้วย

เนื่องจากความรู้สมัยใหม่นี้ เป็นความรู้เฉพาะด้าน ให้ความสำคัญกับกฎ ทฤษฎีที่สามารถนำเอาความรู้ไปใช้ได้ทุกที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรือเวลาไหน ความรู้สมัยใหม่จึงต้องการการเรียนที่มีรูปแบบเดียวกัน วิธีการสอนแบบเดียวกัน โดยอาศัยความรู้ที่มีอยู่ตำรา เรียนรู้ในห้องเรียน มีครูเป็นผู้ถ่ายทอด อันเป็นการเรียนรู้ที่ต้องได้ข้อสรุปเป็นแบบเดียวกัน ห้ามผิดเพี้ยนไปจากตำรา

ความรู้สมัยใหม่จึงเน้นเอาตัวความรู้เป็นศูนย์กลางมากกว่าตัวผู้เรียน หากนักเรียนได้ข้อสรุปไม่ตรงกับตำรา กลับกลายเป็นว่านักเรียนมีความบกพร่องในการเรียนรู้ ทั้งครูและนักเรียนจึงต้องทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปตรงตามที่ตำราบอก

ความรู้สมัยใหม่จึงไม่ต้องการสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้ที่ผิดแผกไปจากเดิม เรียนแบบท่องจำ หรือการทดลองที่ต้องควบคุมตัวแปร เพื่อให้ได้ผลตามต้องการ
มุมด้านในของสามเหลี่ยมรวมกันได้ร้อยแปดสิบองศา เมื่อเอาไปวัดสามเหลี่ยนไหนก็ต้องได้เท่านี้ ห้ามเกินหรือห้ามขาดแม้แต่องศาเดียว

ขณะที่ความรู้ชุมชน เป็นความรู้ที่มักติดยึดอยู่กับคนในชุมชน อยู่กับครูผู้รู้ พ่อครูแม่ครู การดำรงอยู่หรือความสำคัญของความรู้อยู่ที่การใช้ประโยชน์ ต่อตนเองและต่อคนในชุมชน จึงเป็นความรู้ที่มีคนเป็นศูนย์กลาง สามารถเลือกใช้วิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย ตามความถนัดของผู้รู้และผู้เรียนมากกว่าจะยึดตามตำรา

ความรู้ชุมชนหลายอย่างมีเรื่องของศีลธรรมเข้ามากำกับการใช้ด้วย เช่นความรู้เรื่องการต่อสู้ จะเอาไปใช้ระรานผู้อื่นไม่ได้ หรือหมอยาสมุนไพร ก็จะต้องดำรงตนอยู่ในศีล ห้ามเก็บค่าหมอแพงจนเกินเหตุ

ทั้งนี้ เป็นเพราะความรู้ชุมชนสัมพันธ์กันด้วยความเป็นความตายของชุมชนนั่นเอง ผู้ครอบครองความรู้จึงไม่สามารถยึดเอาประโยชน์จากความมาเป็นของตนได้ทั้งหมด

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความรู้สมัยใหม่หลายอย่างมีประโยชน์ต่อพัฒนาการของมวลมนุษยชาติ หากแต่ปัญหาก็คือ ความรู้สมัยใหม่ได้เบียดขับและกดทับความรู้ชุมชน ให้กลายเป็นความรู้เถื่อน หมอยาพื้นบ้านที่เคยให้ชาวบ้านได้พึ่งพาเมื่อเจ็บไข้ กลับกลายเป็นหมอยาเถื่อนตามนิยามของความรู้สมัยใหม่

การปฏิเสธความรู้ชุมชน เปรียบเสมือนปฏิเสธกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนด้วย กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย ถูกลดทอนจนทำให้เหลือเพียงการเรียนรู้ในห้องเรียนเท่านั้น

การเรียนรู้ในห้องเรียนจึงเป็นการเรียนรู้ที่แห้งแล้ง เพราะเอาตัวความรู้เป็นศูนย์กลาง แทนที่จะเอาตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแทน

ถึงแม้ว่าความพยายามในการปฏิรูปการศึกษาครั้งแรก มีความพยายามในการเรียนรู้แบบยึดเอาคนเป็นศูนย์กลาง หากแต่ความเป็นจริงยังไม่เป็นเช่นนั้น กลับกลายเป็นเพียง ปล่อยให้เด็กนักเรียนงมโข่งหลงทางอยู่กับการหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตมาทำรายงานส่งอาจารย์โดยการก็อบปี้และเพส (copy & paste)

ระบบการศึกษากระแสหลักภายใต้การครอบงำของความรู้สมัยใหม่จึงไม่ได้พัฒนาด้านคุณภาพเลย รัฐบาลทุกรัฐบาลก็ยังกลับมาให้ความสำคัญกับการศึกษาเชิงปริมาณเป็นหลักเหมือนเดิม
และอีกครั้ง กับความพยายามปฏิรูปการศึกษาครั้งที่สอง ถึงแม้ว่าเป็นเพียงช่วงเริ่มต้น ดูเหมือนว่าหลายคนจะเริ่มแสดงออกถึงความท้อแท้ หมดหวัง ทั้งนี้ เนื้อหาของการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่สองนี้ ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องงบประมาณ หรือการเรียนฟรี มากกว่าจะกล่าวถึงการพัฒนาการศึกษาในด้านองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก

จากความล้มเหลวของการศึกษากระแสหลัก ที่ไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาของชุมชนได้ทันท่วงที โรงเรียนทำให้เยาวชนห่างจากบ้านไปทุกที เด็กยิ่งเรียนสูงขึ้น ก็ยิ่งต้องออกไปไกลจากชุมชนของตนเอง มิพักที่จะต้องกล่าวถึงเมื่อเรียนจบ กลับไม่มีที่ทางให้สามารถอยู่รอดได้ในชุมชน

เด็กในชุมชนออกไปเรียนวิชาบัญชี เลขานุการ หรือช่างไฟฟ้า แต่วิชาเหล่านี้ ไม่ทำให้เด็กที่เรียนจบสามารถเลี้ยงตนเองให้อยู่รอดในชุมชนได้ ความรู้ที่ร่ำเรียนมา ไม่ตอบสนองต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน คงต้องออกไปเป็นแรงงานในเมืองเสียมากกว่า

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการเรียนรู้ในระบบ ไม่ได้ยึดเอาคนในชุมชนเป็นฐานของการเรียนรู้และใช้ประโยชน์ เด็กเยาวชนจึงไม่กลับไปชีวิตในชุมชนต่อไปได้ คงเหลือแต่เด็กเล็กและคนชราเท่านั้น
ถึงตอนนี้หลายชุมชนจึงตั้งคำถามกับความรู้สมัยใหม่ ที่เข้ามาพร้อมกับโรงเรียน ว่ากลับมาเป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชนอย่างไร หลายชุมชนเริ่มกลับไปค้นหาความรู้ดั้งเดิมของตนเองที่หายไปแล้ว ให้กลับมีชีวิตฟื้นคืนมาใหม่ได้ โดยที่ความรู้นั้นยังมีประโยชน์ต่อชุมชนได้ เช่นความรู้เรื่องยาสมุนไพร การรักษาโรคตามแนวพื้นบ้าน หรือการจัดการทรัพยากรบนฐานของความรู้ของชุมชน

การกลับคืนมาของความรู้ชุมชน นำมาซึ่งการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการทั้งผู้สอนและผู้เรียน รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อชุมชน โดยให้ความสำคัญกับเด็กเยาวชนในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้

เนื้อหาวิชา หลักสูตรการสอน สื่อการสอน วิธีประเมินผลความรู้ของความรู้ชุมชน จะเลื่อนไหลปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมสอดคล้องของผู้เรียน หลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ และความรู้ของชุมชนจึงลื่นไหลและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

นี่เป็นคุณลักษณะสำคัญของกระบวนการสร้างการเรียนรู้ของชุมชน อันเป็นรูปแบบหนึ่งของระบบการศึกษาทางเลือกของสังคมไทย มีรากฐานอันแข็งแกร่งอยู่ที่ชุมชน

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าความรู้สมัยใหม่จะไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย แต่ทั้งนี้ เราต้องมองเห็นข้อดี และข้อจำกัดของความรู้ทั้งสองแบบ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ ก็น่าจะทำให้การเรียนรู้ในห้อง ไม่เป็นการเรียนรู้ที่แห้งแล้ง ขณะเดียวกันการเรียนรู้ของชุมชน จะทำให้คนนอกชุมชนสามารถจับต้องเข้าถึงได้ ง่ายขึ้น

การศึกษาทางเลือกจึงเป็นแนวทางปฏิรูปการศึกษาที่เน้นเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยสามารถปรับรูปแบบ กระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องเหมาะสมกับผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างเป็นกระบวนการสร้างการเรียนรู้ที่สามารถเป็นประโยชน์ต่อชุมชนได้จริง

การปฏิรูปการศึกษารอบที่สอง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงควรหันมาให้ความสำคัญกับ กระบวนการเรียนรู้ตามแนวทางการศึกษาทางเลือก เพื่อให้เกิดความหลากหลายและพัฒนาการของกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนไทย

1 ความคิดเห็น:

ดร.รังสรรค์ พิมพ์ช่างทอง กล่าวว่า...

จริงอย่างคิด ที่ไหนมีคนที่นั้นมีความรู้